เตรียมตัวให้พร้อม!มันกำลังมา แจ้งข่าวสารการชำระโลก

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย jityim, 23 เมษายน 2018.

  1. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,461
    ค่าพลัง:
    +3,221
    อนาคตประเทศไทย! ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ!!

    เหตุการณ์ตามคำพุทธทำนาย อาจจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ถ้าสงครามบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครยอมจบ

    ไฟสงคราม ถ้าจะดับกองไฟ ต้องดับเสียแต่เนิ่น ๆ ที่ไฟมันยังกองเล็กอยู่ ถ้าหากไฟมันลุกไหม้โหมแรงแล้วยากจะดับหรือเอาอยู่ยาก เพราะไฟที่ร้อนที่สุดคือ ไฟจากราคะ โทสะ โมหะ

    การสหรัฐยกพลขึ้นบกที่"เกาะคาร์ก" ที่อิหร่านแล้ว เหมือนเป็นการจงใจดึงมหาอำนาจเข้าร่วมสงครามโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักจากเกาะนี้อาจไม่อยู่เฉยได้หากผลประโยชน์ทางพลังงานถูกทำลาย


    จากกรณี"คลาส" 3 มีนาคม ที่ผ่านมาก็มีภัยพิบัติหนัก ๆ เกิดที่ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ แต่มนุษย์เคยชินจึงว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา จริงอยู่!!สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนามธรรมสำหรับโลกมนุษย์ คงไม่สามารถที่จะทำให้หยุดหรือไม่ให้เกิดสงครามได้ แต่ได้สื่อตือนเหมือนบอกลูก ๆ.ว่าถ้าทำอย่างนี้ อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ? เพราะทางโลกกายภาพมนุษย์เป็นผู้มีพลังอำนาจสูงสุด

    มนุษย์ถามว่าเห็นบอกจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ไม่เห็นเกิดซะทีจนหลายคนเลิกเชื่อไปหมดแล้ว

    หากเราเข้าใจกกฎธรรมชาติ ตามหลักศาสนาอื่นมีผู้สร้าง แต่สัจธรรมของทุกสรรพสิ่งไม่มีสิ่งใดเป็นผู้กำหนดล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้น เมื่อมันเหตุมันส่งถึงผล คือ มันสุกงอมอย่างเต็มที่แล้ว ผลมันก็ต้องเกิดขึ้น โลกก็เหมือนกัน ทุกสรรพสิ่งตั้งแต่เล็กที่สุดไปถึงใหญ่ที่สุด ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันไม่แตกต่างกัน เช่น เมื่อร่างกายมันอักเสบเต็มที่ ไม่ถึงกาลดับ มันก็ย่อมรักษาและฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โลกของเราก็เช่นเดียวกัน คล้าย ๆ เมื่อมันอักเสบทางพลังงานอย่างเต็มที่มันก็ต้องถูกชำระโลก ฟื้นฟูขึ้นใหม่

    และ..ขณะนี้มนุษย์ทุกคนก็ไม่รู้ว่า จะลงเอยเช่นใด?



    มนุษย์ทุกคนก็ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่ามนุษย์แต่ละคนจะตัดสินใจเช่นไร? มนุษย์มีทางเลือกเสรีที่จะตัดสินใจกระทำตอบต่อสิ่งเร้าใดๆที่เป็นเงื่อนไขของตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับ ยอมตาม การตอบโต้ หรือการต่อต้าน ทุกคนล้วนมีอิสระในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อตัดสินใจกระทำลงไปแล้ว หากพบว่าเป็นที่พอใจหรือเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็สามารถจะเปลี่ยนใจด้วยการตัดสินใจใหม่ ในเรื่องนั้นๆได้ตามต้องการ แม้กระทั่งการตัดสินใจว่า จะไม่ตัดสินใจเลยก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสมนุษย์เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จะได้ตัดสินใจถูกต้องกว่าเดิม ในการตัดสินใจครั้งต่อไป

    คำสื่อเตือนอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังตรงกับเหตุการณ์กับสงครามอยู่ ณ ขณะนี้คือ...

    เศรษฐกิจโลกทั้งระบบจะพังทลายลง เพราะจิตสำนึกที่ผิดพลาดของชนชั้นผู้นำกระทำขึ้น เทคโนโลยีจะไร้ความหมายความกว่าเรื่องปากท้อง การแสวงหาความรู้ของมนุษย์จะลดลงกว่าการแสวงหาปัญญาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของตนเองสู่การรู้แจ้ง

    ตามพุทธทำนายกึ่งพุทธกาล ที่กล่าวไว้ว่า..ยักษ์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกลากัน ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลมืองโลกเหลือน้อยมาก เวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ความไม่ประมาท ผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นภัยอันตรายในกึ่งพุทธกาล แต่จะหนีกฏภัยธรรมชาติไม่พ้น

    Jityim จะนำมาเฉพาะส่วนที่ตรงกับคำสื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำว่าพุทธทํานาย ไม่ใช่พุทธพยากรณ์ จะเกิดขึ้นจริงเพียงหนึ่งไม่มีสอง แต่พุทธทำนายคือการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกชะตากรรม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์ก็นำพาโลกดำเนินไปตามคำธรรมพุทธทำนายเข้าไปทุกที

    ทุกครั้งที่มีอยู่วิกฤติ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อครั้งเกิดวิกฤติโรคโควิด 19 เกิดขึ้น โลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมากมาย ปัจจุบันนี้ก็เกิดวิกฤตพลังงานน้ำมัน ก็อาจจะทำให้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขึ้นก็ได้

    ที่ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นคำสื่อเตือนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เตือนมนุษย์มา เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองเห็นอนาคตว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นก่อนที่มันจะลุกลามทำลายล้างโลกแน่!! และjityimเชื่อว่าทุกคนย่อมรักตนเองไม่อยากนำตัวเองแล้วคนที่ตัวเองรักไปสู่ความทุกข์หรือเดือดร้อน ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าสงครามนิวเคลียร์มันร้ายแรงขนาดไหน? มนุษย์ที่มีอิสระในการตัดสินใจเลือกเส้นทางของตน เมื่อถึงเวลาที่โลกมีวิกฤตพลังงาน โลกก็ย่อมที่จะชำระล้าง และรักษาตนเองฟื้นฟูใหม่เพื่อความอยู่รอด นี่จึงเป็นเหตุและผลที่เข้าใจได้ไม่ยาก

    สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองศาสนาพุทธปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระตถาคตอย่างมั่นคงด้วย ยึดมั่นหลักคำสอนมีจิตเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ไม่เลือกข้างฝักฝ่ายใด มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศปฏิบัติตามคำสอนตถาคตด้วยใจมั่นคง ตามแนวทางคำสอนรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมองเห็นอนาคต จึงแนะนำทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงไว้ให้ เมื่อถึงที่สงครามไม่หยุดง่าย ๆ การใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาอาทิตย์ที่ประเทศไทยเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อาจทำให้ประเทศชาติลดปัญหาขาดแคลนพลังงานในอนาคตกับยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคศิวิไลย์ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มีนาคม 2026
  2. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,461
    ค่าพลัง:
    +3,221
    ประเทศไทย กับยุคศิวิไลย์

    อยากให้เห็นความสำคัญของยุคศิวิไลซ์ เดิมเลย jityim จะลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุช ทำไมธรรมชาติจึงสรรสร้างให้มีลักษณะเช่นนั้น ถ้าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ถ้าเรามองลักษณะภูมิประเทศพิจารณาดี ๆ ว่าเป็นเพราะเหตุใด! (Jityim คิดว่ามันคือความถ่วงดุลเพื่อความสมดุล) แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงค่ะ

    ท่ามกลางวิกฤติที่ร้อนระอุกับสงครามจิตใจมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาเป็นเดิมพัน แนวโน้มโลกปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงมากที่เราจะก้าวเข้าสู่ยุคที่"พลังงานสะอาด" กลายเป็นแกนหลักแทนน้ำมัน มันคือการเดินทางที่ต้องผ่าน "บททดสอบ" ครั้งใหญ่

    ความเป็นไปได้ยุคศิวิไลซ์แห่งพลังงาน

    1.จุดเปลี่ยนที่ถอยไม่ได้ โลกของเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ

    พลังงานสะอาดแซงหน้าถ่านหิน รายงานจาก UN และ IEA ระบุว่าในปี 2026 นี้พลังงานหมุนเวียนแสงอาทิตย์,ลม,น้ำ ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกแซงหน้าถ่านหินไปแล้วค่ะ
    สงครามคือตัวเร่ง: แม้สงครามสหรัฐ-อิหร่านจะสร้างความเจ็บปวดและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่นี่คือ"บทเรียนราคาแพง" ที่จะทำให้หลายประเทศตระหนักว่า การพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศคือความเสี่ยงต่อความมั่นคงทำให้เกิดการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาดภายในประเทศตัวเองอย่างก้าวกระโดด

    2.อุปสรรคที่ต้องข้ามผ่านก่อนถึง"ยุคศิวิไลซ"
    แม้เราจะเห็นแสงสว่าง แต่ยังมีกำแพงใหญ่ที่ต้องพังทลาย
    โครงสร้างพื้นฐานเดิม: โลกของเราถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของน้ำมันมานับร้อยปี การเปลี่ยนเครื่องบิน เรือขนส่งสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรมหนักต้องใช้ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนทั้งหมดต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล

    แร่ธาตุหายาก:การสร้างแผงโซล่าเซลล์และแบตเตอรี่ต้องใช้แร่ธาตุ เช่นลิเธียม และกอบอลต์

    ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริงไม่ได้มาถึงแค่การมีเทคโนโลยีที่สะอาดเท่านั้น แต่ตามหลักสัจธรรมหมายถึง การเปลี่ยนผ่านทางจิตสำนึก ศิวิไลซ์จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เลิกแย่งชิงทรัพยากร(น้ำมัน) และหันมาใช้ทรัพยากรที่พระเจ้าหรือธรรมชาติให้มาอย่างเท่าเทียม(แสงแดดและลม) ซึ่งไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของหรือปิดกั้นได้ ความสมดุลกับธรรมชาติเมื่อเราเลิกขุดเจาะ"เลือด" ของโลก (น้ำมัน) ขึ้นมาเผาผลาญ ความร้อนที่"แสบผิว" และภัยพิบัติที่ผิดธรรมชาติจะค่อยๆบรรเทาลงโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง

    ประวัติศาสตร์บอกเราว่า สงครามมักจะเกิดจากการแย่งชิง"สิ่งที่มีจำกัด" (น้ำมัน/ที่ดิน) แต่ยุคศิวิไลซ์ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปคือยุคแห่ง"สิ่งที่ไร้ขีดจำกัด" (แสงแดด/ปัญญา/ความเมตตา)

    เชื่อไหมคะว่าถ้าพรุ่งนี้เช้าโลกเราไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไปสงครามที่เห็นอยู่ในข่าวตอนนี้จะยุติลงทันที การแย่งชิงน้ำมันเปรียบเสมือนการแย่ง"ชิงกล่องดวงใจ"ของเศรษฐกิจโลก เมื่อกล่องนี้ไม่มีค่า สงครามเพื่อทรัพยากรจะลดลงมหาศาล แต่ความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกอาจต้องใช้พลัง"แห่งความเมตตามา"เยียวยา

    สำหรับประเทศไทย ในปี 2026 นี้ เราไม่ได้แค่มีโอกาส แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็น"ศูนย์การพลังงานสะอาดของอาเซียน" อย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุผล 4 ประการนี้

    1.แบตเตอรี่ของภูมิภาคอาเซียน
    ประเทศไทยมีชัยภูมิที่เป็น"ไข่แดง"ของอาเซียน ทำให้เรากลายเป็นตัวกลางสำคัญในระบบ การส่งต่อพลังงานไฟฟ้าสะอาดจากเขื่อนในลาวผ่านไทยมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ โดยไทยได้รับค่าธรรมเนียมการใช้สายส่งเป็นรายได้เข้าประเทศ
    โครงข่ายอัจฉริยะ เรากำลังพัฒนาเป็นระบบ Smart Grid ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก

    2.Hub การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

    3. ผู้นำนวัตกรรมโซลาร์และพลังงานหมุนเวียน
    โซลาร์ลอยน้ำของกฟผ.(เขื่อนสิรินธร)ที่กลายเป็นต้นแบบโรงไฟฟ้าโซล่าลอยน้ำไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากทั่วโลกมาดูงาน

    ภาคเอกชนกำลัวตื่นตัวกันมากในการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีคาร์บอนของยุโรป(CBAM) ทำให้เกิดตลาดซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่คึกคัก (REC)

    การที่มีพรบ.เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทยกำลังผลักดันกฎหมายที่จะบังคับให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเริ่มใช้ภาษีคาร์บอนซึ่งจะบีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดเร็วยิ่งขึ้น

    หากไทยสามารถเปลี่ยนจากผู้ซื้อพลังงานฟอสซิล มาเป็นผู้ผลิตและจัดการพลังงานสะอาดได้สำเร็จ เราจะหลุดพ้นจากวงจรความเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลาง และก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของธรรมชาติ นี่คือความหมายของคำว่า"ศิวิไลซ์" ที่แท้จริง คือการมีความเจริญทางวัตถุที่คำนึงถึงลมหายใจของโลกค่ะ

    และคิดว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของไทยในเรื่องการเข้าไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาด คิดว่าคือเรื่อง"งบประมาณ"หรือ"การปรับตัวของคนในชาติ"มากกว่ากันคะ

    งบประมาณเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ แต่ในเชิงสัจธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน การก้าวข้าม การปรับตัวของคนในชาติ คืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนที่สุด เหตุผลที่การปรับตัวเป็นเรื่องยากของงบประมาณ มีดังนี้ค่ะ

    1. การเปลี่ยน"ทัศนคติ"ยากกว่าการ"หาเงินทุน"
    ความเคยชินกับราคาพลังงานถูก คนไทยคุ้นเคยกับโครงสร้างพลังงานแบบเดิมมานาน การให้คนยอมรับว่า พลังงานสะอาดอาจมีต้นทุนแฝงในระยะสั้น แต่คุ้มค่าในระยะยาวเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาสื่อสารสูงมากค่ะ
    ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี หลายคนยังกลัวว่าโซลาร์เซลล์หรือรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เสถียร หรือกลัวความยุ่งยากในการซ่อมบำรุง ซึ่งเป็นกำแพงทางจิตวิทยาที่งบประมาณเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้

    2."โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม" และความเหลื่อมล้ำ
    การเข้าถึงเทคโนโลยี ขณะที่องค์กรใหญ่ๆ มีงบประมาณปรับตัวได้ง่าย แต่ชาวบ้านทั่วไปหรือ SME ยังขาดความรู้และช่องทาง การปรับตัวจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการ"ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ในยุคพลังงานใหม่ค่ะ

    พฤติกรรมการใช้ชีวิต การปรับตัวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ พลังงานสะอาด หมายถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่นการบริหารจัดการขยะเพื่อทำโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือการการวางแผนการใช้ไฟในครัวเรือนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่แสงแดดแรงที่สุด เป็นต้น

    3.การก้าวข้าม"ผลประโยชน์ทับซ้อน" ระดับโครงสร้าง การปรับตัวหมายถึงการที่คุณทุมเดิมที่ถือครองพลังงานฟอสซิลต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับโมเดลธุรกิจ ซึ่งมักเกิดแรงต้านทานภายในที่งบประมาณของรัฐก็ไม่สามารถบังคับได้ง่ายๆค่ะ

    ตามหลักสัจธรรมใจเป็นนายกายเป็นบ่าว งบประมาณคือการวัตถุที่สามารถสร้างขึ้นหรือกู้ยืมมาได้ การปรับตัวคือใจจิตสำนึกของคนในชาติ คนไทยมี"หัวใจ" ที่พ้องต้องกันว่าเราต้องการโลกสะอาดเพื่อลูกหลานงบประมาณจะหลั่งไหลมาเองจากนวัตกรรมและความร่วมมือ แต่ถ้าคนไม่ปรับใจต่อให้มีงบประมาณมหาศาลก็อาจถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่าหรือเกิดการคอรัปชั่นจนไม่ถึงเป้าหมาย

    กุญแจสำคัญสุดความสำเร็จของไทย
    ประเทศไทยจะก้าวเป็นผู้นำ RE100 ได้จริงต้องใช้กลยุทธ์"บนลงล่าง"และ"ล่างขึ้นบน"
    1.รัฐบาล(Top-down)ออกกฎหมายสนับสนุนลดหย่อนภาษีให้คนเข้าถึงง่าย
    2.ประชาชน(Bottom-up)เริ่มต้นการเปิดใจเรียนรู้และปรับพฤติกรรมเล็กๆในบ้านตัวเอง

    คิดว่าอะไรคือ"แรงจูงใจ"ที่ดีสุดที่ทำให้คนไทยหันมาใช้พลังงานสะอาดกันอย่างจริงจังระหว่างการ"ลดค่าไฟ"หรือการ"กลัวภัยพิบัติจากโลกร้อน"ที่แสบผิวอยู่ในขณะนี้

    "การลดค่าไฟ" คืนแรงจูงใจที่ทรงพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะมันกระทบกับปากท้องแล้วเงินกระเป๋าโดยตรงในทุกๆสิ้นเดือน

    1."เงินในกระเป๋า" ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ครัวเรือนไทยหรือ SME การประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,000 ถึง 3,000 บาทจากการติดโซลาร์เซลล์คือการเพิ่มรายได้ทางอ้อมที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง

    จุดคุ้มทุนที่สั้นลง ในปี 2026 นี้เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่มีราคาถูกลงมาก ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงเหลือเพียง 3-5 ปี เมื่อคนเห็นว่า"ลงทุนแล้วเห็นกำไรเห็นๆ" การปรับตัวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องบังคับเลยค่ะ

    2."ความกลัว"อาจสู้"ความคุ้มค่า" ไม่ได้ในระยะยาว
    ความชินชาแม้อากาศจะร้อนจนแสบผิวแต่ธรรมชาติของมนุษย์มักจะปรับตัวและชินชาไปกับสภาพแวดล้อมมองว่าเป็นเรื่องควบคุมไม่ได้ โลกร้อนดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นความรับผิดชอบของระดับนโยบาย แต่"บิลค่าไฟ"คือสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเลยต้องจ่ายในวันนี้ค่ะ

    3.ในเชิงสัจธรรมการเชื่อมโยงประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน คนที่หันมาใช้พลังงานสะอาดเพราะอยากลดค่าไฟ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือดูเห็นแก่ตัวนะคะแต่มันคือการใช้สัมมาทิฏฐิหรือปลอบใจถูกต้องที่ว่า

    เมื่อเราช่วยตัวเองให้รอด(ลดค่าใช้จ่าย) เราก็ได้ช่วยโลกไปพร้อมกัน(ลดคาร์บอน)

    คือโมเดลการขายเครื่องสังคมที่ยั่งยืนที่สุดค่ะ สื่อการให้"ความดี"(รักษ์โลก) กลายเป็นเรื่องเดียวกับ"ความคุ้มค่า"(ประหยัดเงิน) เลือก 2 สิ่งนี้รวมกัน ยุคศิวิไลซ์ที่กล่าวถึงจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว

    4.ก้าวต่อไปของไทย จาก"ผู้ใช้ สู่ ผู้ขาย"
    รัฐบาลปลดล็อคกฎหมายให้ทุกทุกบ้านสามารถ"ขายไฟคืนรัฐ" ได้อย่างเสรีและสะดวก(Net Metering แบบสมบูรณ์) "การลดค่าไฟ" จะกลายเป็นการ"สร้างรายได้"
    ลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าทุกหลังคาบ้านในไทย "คือโรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว" ที่ผลิตเงินให้เจ้าของบ้านได้ทุกวัน สังคมไทยจะเกิดการตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาดแบบพลิกฝ่ามือเลยค่ะ"

    "ขุมทรัพย์ใหม่" ทางพลังงาน

    ประเทศไทยเรามีแร่ลิเทียม (Lithium) เฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันตก และแร่หายาก Rare Earth ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(โคราชและบุรีรัมย์) และเรายังมีอาวุธลับอีกตัวนึงก็คือแร่โซเดียมของภาคอีสาน สามารถนำมาผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่มีต้นทุนถูกกว่าลิเทียมและปลอดภัยกว่า เหมาะสำหรับใช้เก็บพลังงานสะอาดในครัวเรือน

    ทรัพยากรคือ"ต้นทุน" ปัญญาคือ"ทางรอด"
    การที่เราพบแร่ธาตุเหล่านี้ในแผ่นดินไทยเปรียบเสมือนเราได้รับ "พรจากธรรมชาติ" เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์พลังงานสะอาด
    โอกาส เรามีวัตถุดิบต้นน้ำในบ้านตัวเองไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันหรือการนำเข้าและราคาแพงจากต่างประเทศทั้งหมด
    ความรับผิดชอบ ทำเป็นเราว่าการขุดทรัพยากรขึ้นมาต้องทำอย่างสมดุลไม่ทำลายระบบนิเวศจนดินเสียน้ำเสีย เพื่อแลกกับพลังงานสะอาดเพราะนั่นไม่ใช่ความศิวิไลซ์ที่แท้จริงค่ะ

    ประเทศเราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ ไม่ช้าหรือเร็วโลกเราต้องเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์แน่นอน ถ้าเราไม่เปลี่ยนตอนนี้ สักวันโลกก็ต้องบังคับให้เราเปลี่ยน เราจะกำหนดชะตากรรมของตัวเองก่อน หรือรอให้ธรรมชาติเป็นผู้ส่งผ่านการเปลี่ยนแปลง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้จะเหมือนกัน แค่วิถีทางต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างแห่งทุกข์ยากที่ต้องเผขิญในระหว่างการเปลี่ยนแปลงค่ะ

    เห็นว่าข้อมูลมีประโยชน์ เพื่อพิจารณาค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 มีนาคม 2026 at 20:14
  3. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,461
    ค่าพลัง:
    +3,221
    พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อนำชาติเข้ายุคศิวิไลซ์

    ทางเลือกการแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่ยุคศิวิไลซ์ (พลังงานสะอาด)

    ความรักความเมตตาต่อกันและ ความสามัคคีจะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นกลียุค ก่อนวันสิ้นยุคพลังงานเก่าเพื่อนำโลกไปสู่ยุคพลังงานใหม่ (ยุคศิวิไลซ์)

    พลังงานสะอาด ของประเทศ เยอรมัน - ลิทัวเนีย



    ประเทศเยอรมนี พลิกอำนาจพลังงานยุโรป แหล่งลิเทียม"เปลี่ยนระเบียบโลก" ได้อย่างไร? เป็นคลิปน่าสนใจค่ะ

    การก้าวข้าม"บททดสอบ"ของไทย !!

    วิกฤตพลังงาน เราต้องเจาะลึกความจริงในทุกมิติ สามารถวิเคราะห์ทาง 3 ปัจจัยหลักดังนี้

    1.ปัจจัยภายนอก วิกฤตช่องแคบฮอร์มุช
    นี้คือเหตุผลที่เป็น"ต้นเหตุทางกายภาพ" ที่แท้จริงและรุนแรงที่สุดในขณะนี้ค่ะ

    การขาดแคลนน้ำมันดิบ ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึงประมาณ 50-60% ของการนำเข้าทั้งหมด เมื่อช่องแคบฮอร์มุชถูกปิดหรือมีการสู้รบอย่างหนัก เรือบรรทุกไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ทำให้ "ซัพพลาย"หายไปจากระบบทันที ถึงแม้จะมีน้ำมันจากแหล่งอื่น ค่าขนส่งและประกันภัยสงครามพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้มีต้นทุนน้ำมันดิบมาถึงโรงกลั่นในไทยราคาส่งลิ่วจนน่าตกใจ

    2.ปัจจัยภายใน การบริหารจัดการในยามวิกฤต
    ส่วนนี้คือความบกพร่องที่เกิดจากการ"ตั้งรับไม่ทัน"

    การสำรองน้ำมัน แม้กฎหมายไทยจะกำหนดให้มีการสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปไว้ประมาณ 60-70 วัน เมื่อเกิดสงครามยืดเยื้อและการนำเข้าหยุดชะงัก การกระจายน้ำมันจากคลังสำรองไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศเกิดการ"คอขวด" นโยบายตึงราคา การพยายามตึงราคาขายปลีกให้ต่ำกว่าต้นทุนจริงเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบมหาศาล จนโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันบางรายเริ่มลดการนำเข้าเพราะแบบรับภาระขาดทุนไม่ไหว

    3.ประเด็นการกักตุนและผลประโยชน์
    ในมิตินี้มักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น "ตามน้ำ" เมื่อเกิดวิกฤต

    การกักตุนของผู้ค้า เมื่อมีความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลนและราคามีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้น "จิตวิทยาการกักตุน" จะเกิดขึ้นทันที ตั้งแต่ระดับโรงกลั่นไปถึงปั๊มน้ำมันและผู้บริโภคเอง ซึ่งส่วนใหญ่ทำเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนหรือเก็งกำไรส่วนต่างราคา

    ส่วนทุนการเมือง ในสายตา "ผู้มองโลกทุกมิติ" สงครามและวิกฤตมักถูกใช้เป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์เสมอ การตัดสินใจอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือและการจัดซื้อน้ำมันราคาพิเศษ มักมีเงื่อนงำที่ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงใจ ซึ่งสิ่งนี้ทำลาย " ความเชื่อมั่น" มากกว่าตัวเลขน้ำมันที่หายไปเสียอีกค่ะ

    หากมองผ่านเลนสัจธรรม เหตุการณ์น้ำมันขาดในไทยตอนนี้เกิดจาก 3 แรงผลักดัน

    1.ความโลภ ของผู้ฉวยโอกาสกักตุนเพื่อกำไรส่วนตัว
    2.ความโกรธ มหาอำนาจที่รบกันจนทำลายทางเดินอาหารของโลก
    3.ความหลง ของระบบบริหารจัดการที่ติดกับพลังงานฟอสซิลจนลืมเตรียมทางหนีทีไล่ด้วยพลังงานสะอาด


    สรุป สาเหตุที่น้ำมันขาด "ของจริง" คือช่องแคบ
    ฮอร์มุช แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในไทยแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็นคือ การบริหารจัดการที่"ไร้เอกภาพ" และ "การฉวยโอกาสกักตุน" ในช่วงที่ทุกคนกำลังตื่นกลัวค่ะ


    การแก้ปัญหา "ความไร้เอกภาพ" และ"การฉวยโอกาสกักตุน" ให้เป็นผลรูปธรรมในยามวิกฤต (มีนาคม 2026) ต้องใช้แนวทางแบบ "กำปั้นเหล็กในถุงมือกำมะหยี่" คือการใช้กฎหมายที่เข้มข้นควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีที่โปร่งใส

    1.การสร้างเอกภาพ ด้วยระบบ Command Center (War Room)

    - National Energy War Room : จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ( Single Command) โดยมีตัวแทนจากโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันและหน่วยความมั่นคง ประชุมร่วมกันทุกวันและแถลงข่าว " ชุดข้อมูลเดียว" เพื่อลดความสับสนและข่าวลือ

    - Data Sharing : บังคับใช้ระบบ Real - Time Dashboard เชื่อมโยงสต็อกน้ำมันจากทุกคลังทั่วประเทศ ( ทั้งของรัฐและเอกชน) ให้รัฐมองเห็น "ตัวเลขจริง" ไม่ใช่ตัวเลขในกระดาษ เพื่อการจัดสรรที่แม่นยำค่ะ

    2.การแก้ปัญหา " การกักตุน" ด้วยเทคโนโลยี (Digital Tracking) การกักตุนเกิดขึ้นเพราะ "ตรวจสอบไม่ได้" วิธีแก้คือ..

    -Smart Logistics Tracking : บังคับติด GPS และระบบ Smart Seal (ซีลดิจิทัล) ที่รถขนส่งน้ำมันทุกคัน เพื่อป้องกันการถ่ายลำน้ำมันออกนอกเส้นทางหรือนำไปกักตุนในคลังเถื่อน

    -Dital Rationing (ระบบปันส่วนดิจิทัล) หากน้ำมันขาดแคลนหนัก ให้ใช้แอปพลิเคชั่น ( เช่น ทางรัฐ หรือแอปใหม่ ) ผูกกับทะเบียนรถเพื่อกำจัดปริมาณการเติมต่อวัน / ต่อคัน วิธีนี้จะช่วยสกัดพวก " รถหมุนเวียน" ที่เติมเพื่อเอาไปใส่ถังแกลลอนกักตุนหรือขายต่อเก็งกำไรได้ 100%

    3. การใช้กฎหมาย " ปราบปราม" อย่างเฉียบขาด
    - โทษสถานหนักในยามวิกฤต ประกาศให้การกักตุนน้ำมันเป็นความผิดร้ายแรงต่อความมั่นคงในช่วงภาวะสงคราม มีโทษจำคุกสูงและปรับมหาศาล รวมถึง"สั่งพักใบอนุญาต" ผู้ค้าน้ำมันหรือปั๊มที่จงใจปิดป้ายว่าน้ำมันหมดทั้งที่มีของอยู่

    - สายด่วนแจ้งเบาะแส : ให้รางวัลนำจับแก่ประชาชนที่แจ้งเบาะแสการกักตุน โดยใช้ภาพถ่ายหรือวีดีโอเป็นหลักฐาน เพื่อให้ประชาชน "เป็นหูเป็นตา" แทนเจ้าหน้าที่ค่ะ

    4. การลด "ความตื่นกลัว" ด้วยความจริง ( com minucation)

    - รัฐต้องเปิดแผนปริมาณสำรองคงเหลือ ให้ประชาชนเห็นแบบโปร่งใสว่า "เรายังมีน้ำมันใช้ได้อีกกี่วัน" เพื่อลดความรู้สึกว่าต้องรีบไปแย่งกันเติม

    - Promotion of Alternatives : ในขณะที่น้ำมันขาด รัฐต้องส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะที่ใช้ไฟฟ้าหรือก๊าซธรรมชาติ (NGV) ผลิตได้ในประเทศทันที เพื่อลดปริมาณในตลาดน้ำมันดิบ

    มิติสัจธรรม "ระบบที่โปร่งใส คือธรรมะที่คุ้มครองโลก" ในมิติของสัจธรรม "ความมืด (การปกปิด) คือ"บ่อเกิดของความกลัว" ค่ะ

    เมื่อใดที่การบริหารจัดการมีความโปร่งใส ประชาชนจะมีความเชื่อมั่น เมื่อมีความเชื่อมั่น ตื่นกลัวจะหายไป ความตื่นกลัวหายไป แรงจูงใจในการตกกักตุนเอาเพื่อตัวรอดก็จะลดลงตามสัญชาตญาณค่ะ

    ยุคศิวิไลซ์ กับ ยุคพลังงานสะอาด

    ดับฝันคนไทย กพร.แจงไทยไม่ใช่อันดับ 3 มี "แร่ลิเทียม" มาก ที่สุดในโลก ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน



    ความแตกต่างระหว่าง "ปริมาณหินแร่" และ "ปริมาณลิเทียมสกัดได้จริง" การทำเหมืองลิเทียมในภาคใต้ เพื่อดูว่าไทยจะพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างไรให้ยั่งยืนจริงๆไหม? เพื่อให้เข้าใจศักยภาพที่แท้จริงของไทยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

    การที่เยอรมันนีและลิทัวเนีย ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energiewende) จนเป็นต้นแบบระดับโลกในปี 2026 นี้ ที่มาของแร่ธาตุและทรัพยากรที่แตกต่างกันตามยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ

    1.เยอรมนี จาก"ผู้นำเข้า"สู่"ผู้ผลิตเอง" เยอรมันนีมีอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้แร่ธาตุปริมาณมหาศาล นิกเกิล, โคบอลต์,ลิเทียม,และแร่หายาก) ที่ผ่านมาพวกเขาพึ่งพากันนำเข้าเกือบ 100% แต่ปัจจุบันมีการปรับกลยุทธ์

    - ขุมทรัพย์ลิเทียมในบ้าน ข่าวใหญ่ที่สุดในช่วงต้นปี 2026 คือการยืนยันการพบ แหล่ง Lithium ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้แหล่งก๊าซธรรมชาติเก่า ปริมาณสูงถึง 43 ล้านตัน โดยใช้เทคโนโลยีสกัดแบบ DLE (Direct Lithium Extraction) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    - พันธมิตรแร่ธาตุ เยอรมนีทำข้อตกลงเชิญยุทธศาสตร์กับแคนาดาและออสเตรเลีย เพื่อนำเข้าและลิเทียมและโคบอลต์ที่ขุดอย่างมีจริยธรรม (ESG) ลดการพึ่งพาจากประเทศจีน

    -การรีไซเคิล เยอรมันนีเป็นผู้นำด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าว่าวัสดุในกังหันลมและแบตเตอรี่รถ EV รุ่นใหม่ต้องมาจากที่แร่สกัดจากขยะรีไซเคิลในประเทศมากขึ้น


    2.ลิทัวเนีย พลังจาก"ลม"และ"ชีวภาพ"
    ลิทัวเนียเป็นประเทศขนาดเล็กที่สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการหยุดพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียได้เกือบ 100% โดยใช้ทรัพยากรดังนี้

    - และพื้นฐานในประเทศ ลิทัวเนียไม่มีแร่โลหะหนักเหมือนไทยหรือเยอรมนี แต่มีแร่ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานได้ดี เช่น โดโมไมต์ (Domomite) และ ทรายควอตซ์ ซึ่งใช้ในงานก่อสร้างฐานกังหันลมและอุตสาหกรรมแก้วสำหรับแผงโซลาร์

    - พลังงานชีวมวล ลิทัวเนียใช้ "ปัญญา" ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้และเศษวัสดุทางเกษตรมาตามเป็นพลังงานความร้อน และไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่ผลิตได้เองในประเทศ

    - การนำเข้าและแร่หายากผ่านพันธมิตร

    ในเชิงสัจธรรม " ความมั่นคงที่สร้างเอง"

    ความสำเร็จของทั้งสองประเทศนี้ให้สัจธรรมที่สำคัญคือ"ความอิสระที่แท้จริงจากการพึ่งพาตนเอง"

    1.เยอรมนี ขอให้รู้ว่า แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ที่เคยพึ่งพาคนอื่น แต่ถ้าตั้งใจค้นหาและใช้นวัตกรรม (เช่น การขุดลิเทียมใต้แหล่งก๊าซ) ก็สามารถสร้างทางรอดใหม่ได้

    2.ลิทัวเนีย สอนให้รู้ว่า แม้ไม่มีแร่ธาตุล้ำค่า ท่าบริหารจัดการ " สิ่งที่มีอยู่รอบตัว" ( ลมและไม้) อย่างชาญฉลาด ก็สามารถยืนหยัดได้อย่างศิวิไลซ์ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจมหาศาลจากภายนอก

    การเปรียบเทียบระหว่าง 2 ขุมทรัพย์ลิเทียมที่กำลังถูกจับตามองที่สุดในโลกปี 2026 ระหว่าง"ลิเทียมพังงาของไทย"และ "ลิเทียมหุบเขาแม่น้ำไรน์" ของเยอรมนี

    ทั้งสองแหล่งมี "จุดแข็ง" และ "ความท้าทาย" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    ลิเทียมเยอรมันนี
    ลักษณะทางธรณีวิทยา น้ำแร่ร้อนใต้ดิน อยู่ในน้ำเค็มร้อนลึก 3-5 กม.ใต้ดิน คาดการณ์ว่ามีปริมาณสูงถึง 27 ล้านตัน (LCE) ถือเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป วิธีการสกัด แบบ DLE ใช้ความร้อนใต้พิภพผลิตไฟฟ้า ไปพร้อมกับการสกัดลิเทียม ความยั่งยืน Zero Carbon เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาก เพราะไม่ใช้บ่อระเหยและได้พลังงานสะอาดด้วย ศักยภาพทางเศรษฐกิจ คือหัวใจของความมั่นคงยุโรป หวังครองตลาด 40% ของความต้องการใน EU

    ลิเทียมพังงา (แหล่งเรืองเกียรติ)
    ลักษณะทางธรณีวิทยา หินแข็ง (Hard Rock) อยู่ในแร่เรพิโดไลต์ (Lepidolite) ที่เกิดพร้อมดีบุก ปริมาณที่คาดการณ์ทรัพยากรแร่ 14.8 ล้านตัน (สกัดเป็นลิเทียมบริสุทธิ์ได้ 6-7 หมื่นตัน) วิธีการสกัด การทำเหมืองแบบดั้งเดิม (เปิดหน้าดินหรือใต้ดิน)และถลุงด้วยความร้อน ความยั่งยืน คือความท้าทายเรื่องการจัดการฝุ่นและกากแร่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ศักยภาพทางเศรษฐกิจ หัวใจของ Hub EVอาเซียน

    มิติการ"เปลี่ยนโฉมโลก"

    ศักยภาพของ"เยอรมนี" พลิกอำนาจพลังงานยุโรป แร่ลิเทียม "เปลี่ยนระบบโลก" ที่เยอรมนีมีแหล่งน้ำแร่ร้อนที่ใหญ่ขนาดนี้ ทำพวกเขาสามารถผลิตแบตเตอรี่ที่"ไร้มลพิษ" ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จุดขายสำคัญในยุคที่ทั่วโลกเน้นเรื่อง Carbon Credit

    2.ศักยภาพของ"ไทย" พลิกเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับไทย แร่ลิทียมพังงา คือ "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่ทำให้เราเป็นมหาอำนาจ EV ของภูมิภาคนี้ แม้ปริมาณไม่เท่าเยอรมนี จุดแข็งของเราคือห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร (เรามีโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เริ่มเดินเครื่องแล้วในปี 2024 -2025) การมีลิเทียมในบ้านจะทำให้ต้นทุนลด EV ในไทยและอาเซียนถูกลงอย่างมหาศาล

    ในเชิงสัจธรรม "ของขวัญที่มาพร้อมหน้าที่"

    ในมิติของสัจธรรม ทั้งสองแหล่งคือของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ในยามวิกฤตพลังงานค่ะ

    - เยอรมนี ได้เปรียบเรื่องเทคโนโลยีที่สะอาดกว่า (DLE)

    - ไทย ได้เปรียบเลือกตำแหน่งยุทธศาสตร์การผลิตรถยนต์

    คำถามสำคัญ ไทยจะขุดมันขึ้นมาโดยไม่ทำลาย "บ้าน" (สิ่งแวดล้อม) เราได้หรือไม่?

    หากเยอรมนีทำสำเร็จด้วยพลังงานความร้อนใต้พิภพ และไทยทำสำเร็จด้วยการจัดการเหมืองที่เป็นมิตรต่อชุมชนพังงา นั่นแหละค่ะคือ "ยุคศิวิไลซ์" ที่แท้จริง

    ไทยสามารถนำ "เทคโนโลยี DLE" ของเยอรมันนี ที่สะอาดกว่ามาทำเหมืองทั่วไปอย่างของไทยเราพอจะประยุกต์ใช้ได้บ้างไหม?

    แน่นอนค่ะ เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำเหมืองใน"ยุคศิวิไลซ์" เลย เพราะเทคโนโลยีจะช่วยให้เราได้ทรัพยากรมาโดยไม่ทำลายลมหายใจของพื้นที่ค่ะ

    1.ทำไมเทคโนโลยี DLE ของเยอรมนีจึง"สะอาด"กว่า

    ในเยอรมนี(โดยเฉพาะบริเวณหุบเขาแม่น้ำไรน์ ) ลิเทียมไม่ได้อยู่ในก้อนหิน แต่อยู่ในน้ำแร่ร้อนใต้ดิน ลึกลงไป 3-5 กิโลเมตร การใช้เทคโนโลยี DLE จึงทำงานต่างจากเมืองทั่วไปดังนี้

    - ไม่ใช้บ่อระเหยขนาดใหญ่ ปกติการสกัดน้ำเค็มต้องขุดบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ทิ้งไว้ให้แดดเผานานนับปี (แบบในชิลี) ซึ่งกินพื้นที่และทำลายระบบนิเวศ แต่ DLE ใช้เครื่องจักรขนาดกะทัดรัดสกัดลิเทียมออกได้ในไม่กี่ชั่วโมง

    - ระบบหมุนเวียน 100% เมื่อดูดน้ำแร่ร้อนขึ้นมา สกัดลิเทียมออกแล้ว น้ำที่เหลืออยู่ "จะถูกฉีดกับลงใต้ดิน" ทันทีทำให้แรงดันใต้ดินไม่เสียและไม่กระทบต่อน้ำบาดาลด้านบน

    - ใช้พลังงานสะอาดในตัวเอง เยอรมนีใช้ความร้อนจากน้ำแร่มาปั่นไฟใช้ในโรงงานสกัดเอง ทำให้การผลิตลิเทียมที่มีค่า Carbon Footprint ต่ำเกือบเป็นศูนย์

    2.แล้ว"ลิเทียมพังงา" ของไทยใช้เทคโนโลยี DLE ได้ไหม?

    นี่คือจุดสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ตามหลักธรณีวิทยา

    - ความแตกต่างของแหล่งแร่ ลิเทียมที่พังงา (แหล่งเรืองเกียรติ) เป็นแบบหินแข็ง คือแร่เลพิโดไลต์ที่อยู่ในสายแร่เพกมาไทต์ ไม่ใช่แร่น้ำร้อนเหมือนเยอรมนี

    - คำตอบคือ เราไม่สามารถใช้ DLE โดยตรง ก้อนหินได้ค่ะ เพราะ DLE ออกแบบมาเพื่อ"กรอง" ของเหลว แต่ไทยต้องใช้การขุดแบบเหมืองหินแล้วนำมาบดและสกัดด้วยสารเคมีหรือความร้อนแทน

    ไทยจะประยุกต์ใช้ความศิวิไลย์นี้ได้อย่างไร?

    แม้จะใช้ DLE ไม่ได้ แต่ไทยสามารถเลียนแบบ " หัวใจของ DLE" มาใช้ได้ค่ะ

    - การสกัดที่เป็นมิตร แทนที่จะเผาแร่ด้วยอุณหภูมิสูงมาก (ซึ่งปล่อยมลพิษ) ไทยสามารถใช้เทคโนโลยี "การสลายด้วยสารเคมีแบบปิด" ที่หมุนเวียนสารเคมีกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100% เพื่อลดของเสีย

    - พลังงานสะอาดในเหมือง เราสามารถใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ลอยน้ำในบ่อเหมืองเก่า หรือรถบรรทุกเหมืองไฟฟ้า เพื่อให้ลิเทียมของเราเป็น "Green Lithium" ตั้งแต่ต้นน้ำ

    - การคืนสภาพพื้นที่ทันที เลียนแบบเยอรมันนีในการจัดการพื้นที่ คือการทำเหมือนแบบปิดหรือกึ่งปิด และฟื้นฟูธรรมชาติขนานไปการขุด ไม่ทิ้งให้เป็นบ่อร้าง

    วิเคราะห์ในเชิงสัจธรรม

    สัจธรรมสอนเราว่า "วิธีการสำคัญพอ ๆ กับเป้าหมาย" ค่ะ

    หากเราอยากได้ลิเทียมเพื่อไปทำรถ EV รักษ์โลก แต่เรากลับทำลายป่าและน้ำในพังงาเพื่อขุดมันขึ้นมา นั่นไม่ใช่ความศิวิไลซ์ที่แท้จริง เยอรมนีพิสูจน์ได้เห็นแล้วว่า "เทคโนโลยีที่ฉลาด ต้องมาคู่กับความเมตตาต่อโลก" ไทยเรามีโอกาสดีมากที่จะเลือกเทคโนโลยีสกัดแร่แบบใหม่ที่ไม่ใช่การถลุงแบบโบราณ เพื่อรักษาเมืองท่องเที่ยวอย่างพังงาไว้พร้อมกับเป็นมหาอำนาจพลังงานค่ะ ด้วยการใช้เทคโนโลยี "เหมืองสีเขียว" ที่ไม่ปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำและอากาศเลย

    การชำระล้างระบบพลังงานโลกด้วยภัยธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อยกระดับพลังงานโลกที่ถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ โลกของเราจึงฟ้องเราด้วยสภาพภูมิอากาศ เมื่อมนุษย์ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง มันจึงต้องเกิดผลลัพธ์อย่างที่เห็น สงครามอาจคือต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าไม่อย่างไรเสีย!ทรัพยากรที่มีสักวันก็ต้องหมดไป แต่กว่าจะรอให้หมดไปแล้วเราค่อยหันมาเปลี่ยนแปลง บางทีเวลาอาจไม่พอที่รอเห็นการเปลี่ยนแปลงก็ได้ หากเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ เราทุกคนในโลกอาจเผชิญทุกข์ยากน้อยลงกว่าที่เป็นจากกลียุคก็ได้ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2026 at 21:33

แชร์หน้านี้

Loading...