ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วุฒิสภาฟิลิปปินส์กำลังพิจารณา “ประกาศขับไล่” เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนเป็น persona non grata ท่ามกลางแรงกดดันจากวุฒิสมาชิก 15 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการวิจารณ์เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ที่ออกมาปกป้องจุดยืนของชาติในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก

    ความเป็นมาของเรื่อง

    ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์เรือของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ (BRP Datu Sanday) ถูกเรือของกองกำลังยามฝั่งจีน (China Coast Guard) ชนและฉีดน้ำแรงสูงบริเวณ Second Thomas Shoal (Ayungin Shoal) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปะทะครั้งที่รุนแรงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

    หลังเหตุการณ์ ฝั่งฟิลิปปินส์ออกมาประณามอย่างหนัก:

    - ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. เรียกการกระทำของจีนว่า “dangerous, illegal, aggressive and reckless”

    - โฆษกทำเนียบประธานาธิบดี Cheloy Garafil ออกแถลงการณ์ว่า “จีนกำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิของฟิลิปปินส์อย่างชัดเจน”

    - กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกตัวเอกอัครราชทูตจีน Huang Xilian เข้าพบเพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการ

    ฝั่งจีนตอบโต้อย่างแข็งกร้าว:
    - สถานทูตจีนในมะนิลาออกแถลงการณ์ประณามฟิลิปปินส์ว่า “ก่อกวนและยั่วยุ” (provocative) และกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ “บิดเบือนข้อเท็จจริง” และ “ปลุกเร้าความขัดแย้ง”
    - โฆษกสถานทูตจีนยังโพสต์ใน X (Twitter) วิจารณ์ชื่อเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์บางคนโดยตรง โดยใช้ถ้อยคำรุนแรง เช่น “บางคนในฟิลิปปินส์กำลังขายชาติให้สหรัฐฯ” และ “กำลังยั่วยุให้เกิดสงคราม”

    คำพูดและการโพสต์ของสถานทูตจีนถูกมองว่าเป็นการ “แทรกแซงกิจการภายใน” และ “ดูถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์” ทำให้เกิดกระแสโกรธแค้นอย่างหนักในหมู่ชาวฟิลิปปินส์และนักการเมือง โดยเฉพาะในวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาที่มีบทบาทตรวจสอบนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

    วุฒิสภาฟิลิปปินส์ตอบโต้อย่างไร

    วุฒิสมาชิก 15 คน (นำโดย Sen. Francis Tolentino, Sen. Raffy Tulfo, Sen. Imee Marcos และคนอื่น ๆ) ยื่นญัตติเร่งด่วนให้วุฒิสภาพิจารณาประกาศเจ้าหน้าที่สถานทูตจีน (โดยเฉพาะผู้ที่โพสต์และออกแถลงการณ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์) เป็น **persona non grata** ซึ่งหมายถึง “บุคคลที่ไม่ได้รับการต้อนรับ” และต้องออกจากประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด (ปกติ 24–72 ชั่วโมง)

    ญัตตินี้ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกหลายคนที่มองว่าการกระทำของสถานทูตจีน “เกินขอบเขตการทูต” และ “เป็นการดูถูกอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติฟิลิปปินส์” โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยตรง ซึ่งขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต (Vienna Convention on Diplomatic Relations) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทูตต้องเคารพกฎหมายและวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านในวุฒิสภาบางส่วนที่มองว่าการประกาศ persona non grata อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด และอาจกระทบการเจรจาทวิภาคีในอนาคต (โดยเฉพาะเรื่องการประมงและทรัพยากรในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก)

    สถานการณ์ปัจจุบัน (ม.ค. 2569)

    วุฒิสภาได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาญัตตินี้อย่างเร่งด่วน โดยมีกำหนดการหารือครั้งแรกในวันที่ 28 มกราคม 2569 หากผ่านขั้นตอน จะต้องส่งไปยังประธานาธิบดี Marcos Jr. เพื่อลงนามเห็นชอบ ซึ่งหากลงนามจริง จะเป็นการประกาศ persona non grata เจ้าหน้าที่ทูตต่างชาติครั้งแรกของฟิลิปปินส์ในรอบหลายสิบปี

    สรุปตรง ๆ — กรณีนี้ไม่ใช่แค่ “ทะเลาะกันเรื่องทะเล” แต่กลายเป็น “สงครามคำพูดและศักดิ์ศรี” ที่ลุกลามมาถึงการทูตระดับสูง การที่สถานทูตจีนใช้สื่อสังคมโจมตีเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์โดยตรง ทำให้เกิดกระแสโกรธแค้นและนำไปสู่การพิจารณาขับไล่เจ้าหน้าที่ทูต ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ไปอีกขั้น และอาจทำให้การเจรจาในอนาคตยากลำบากยิ่งขึ้น

    27 มกราคม 2569 : คัดข่าว/หาดใหญ่

    ที่มา : Philippine Star,Inquirer, Rappler, GMA News, ABS-CBN News, Xinhua, DFA Philippines official release

    https://www.facebook.com/share/p/17sy3NV92n/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นนทบุรีขึ้นแท่นจังหวัดอันดับ 3 ของประเทศ พบผู้ป่วย “ฝีดาษวานร (Mpox)” สะสมแล้ว 50 ราย รองจากกรุงเทพฯ และชลบุรี โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ เตือนสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายได้ง่ายกว่าที่คิด ไม่ได้จำกัดแค่การมีเพศสัมพันธ์ แต่การสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกันก็มีความเสี่ยง
    .
    ประชาชนควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นหรือตุ่มน้ำ ไข้สูง ปวดเมื่อย และต่อมน้ำเหลืองโต หากพบอาการควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมเน้นย้ำการป้องกันพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด ล้างมือบ่อย และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000008969
    .
    #news1 #news1live #ฝีดาษลิง #Mpox #นนทบุรี #สาธารณสุข #เตือนภัยสุขภาพ

    https://www.facebook.com/share/p/1AHnsxGzkQ/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวพวกนี้ผมเลิกเชื่อมานานแล้วครับ

    วันสิ้นโลก? โซเชียลฝรั่งแตกตื่นลือ โลกกำลังจะไม่มีแรงโน้มถ่วงนาน 7 วินาทีวันที่ 12 ส.คปีนี้ แฉ NASA รู้แต่ปิดไว้ เชื่อตายหมดทันที 40 ล้านคนทั่วโลก
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์ – นักวิทยาศาสตร์ NASA ยืนยันไม่เป็นความจริงหลังโลกโซเชียลตะวันตกแตกตื่นลือ NASA กำลังซ่อนความลับวันสิ้นโลกส่งผลทำให้คนหลายล้านเสียชีวิตทันที ถ้าโลกเกิดสภาพไม่มีแรงโน้มถ่วงนาน 7 วินาทีในวันที่ 12 ส.ค ปีนี้ พบเตรียมรับมือโครงการ Project Anchor งบมหาศาล 86 พันล้านดอลลาร์รับผิดชอบสร้างบังเกอร์ใต้ดิน
    .
    หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ของสหรัฐฯรายงานวันที่ 19 ม.ค ที่ผ่านมาว่า กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ลือไปทั่วโลกโซเชียลมีเดียตะวันตกถึงเหตุโลกกำลังเกิดสภาพไร้แรงโน้มถ่วง(gravity) นาน 7 วินาทีในปีนี้
    .
    และหายนะวันสิ้นโลกนี้จะส่งผลทำให้เกิดคนตายทั่วโลกทันทีจากการร่วงลงมาจากที่สูง 40 ล้านคนพร้อมกับคนบาดเจ็บมากมาย บ้านเรือนเสียหายหลังสภาพแรงโน้มถ่วงหวนกลับมาอีกครั้ง
    .
    โพสต์ต้นเรื่อง@mr_danya_of บนอินสตาแกรมอ้างว่า NASA รู้เรื่องดีแต่ปิดบังไว้ พร้อมโยงไปถึงเอกสารลับสุดยอดที่รั่วออกมาภายนอกเมื่อพฤศจิกายนปี 2024 เปิดเผยโครงการลับ NASA ชื่อ Project Anchor เตรียมพร้อมหากเกิดวันโลกาวินาศ
    .
    พร้อมกันนี้ยังอ้างว่า NASA ได้งบประมาณ 89 พันล้านเพื่อเตรียมรับมือและได้รับมอบหมายให้สร้างบังเกอร์ใต้ดิน อ้างอิงจากเดลีเมลของอังกฤษ
    .
    นิวยอร์กโพสต์ชี้ว่า ทฤษฎีสมคบคิดที่ลือไปทั่วระบุว่า โลกจะเกิดสภาพไร้แรงโน้มถ่วงในวันที่ 12 ส.ค ปี 2026 ในเวลา 14.33 GMT (09.33 น.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ) โดยโลกจะเกิดสภาพไม่มีแรงโน้มถ่วงนาน 7 วินาทีที่จะทำให้ทุกสิ่งลอยขึ้นเหมือนกับอยู่ในอวกาศยังไงยังงั้น
    .
    หนึ่งในนักท่องเน็ตที่สนใจตั้งคำถามว่า “หากว่ามันไม่จริง ทำไมถึงมีการระบุวันที่ เปิดเผยชื่อโครงการและงบประมาณด้วย?”
    .
    โพสต์ต้นเรื่องบนอินสตาแกรมชี้ว่า พวกเขาอ้างว่าจะส่งผลทำให้คนทั่วโลก 40 ล้านคนตายจากการร่วงลงมา โครงสร้างพื้นฐานโดนทำลาย ระบบเศรษฐกิจล่มนานกว่า 10 ปี เกิดการแตกตื่นครั้งมโหฬาร
    .
    ทฤษฎีสมคบคิดอ้างว่า ปรากฎการณ์นี้มีสาเหตุมาจากการตัดกันของคลื่นแรงโน้มถ่วงเกิดขึ้นเมื่อหลุมดำชนกัน
    .
    สื่อสหรัฐฯชี้ว่า แต่ผู้เชี่ยวชาญ NASA ออกมาชี้ว่า ทฤษฎีสมคบคิดนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเนื่องมาจากเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงถึงการทำงานของแรงโน้มถ่วงโลก
    .
    NASA ได้ออกแถลงการณ์ตอบต่อนักข่าวสื่อ Snopes ยืนยันชัดเจนว่า “โลกจะไม่เสียแรงโน้มถ่วงในวันที่ 12 ส.ค ปี 2026 อย่างแน่นอน”

    https://www.facebook.com/share/1DNYwmeAwa/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเปิดตัวระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมลอยฟ้าครั้งแรกของโลก

    จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา #ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมลอยฟ้า (Floating Wind Power System) ระดับเมกะวัตต์เป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้ชื่อรุ่น "#S2000 "

    ระบบ S2000 มีลักษณะคล้ายเรือเหาะขนาดยักษ์ ปริมาตรเกือบ 20,000 ลูกบาศก์เมตร รองรับกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 3 เมกะวัตต์

    ในการทดสอบล่าสุด เครื่องสามารถลอยตัวขึ้นสู่ระดับความสูง 2,000 เมตร และเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของเมืองได้สำเร็จ โดยผลิตไฟฟ้าได้รวม 385 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิภาพสูงกว่ากังหันลมแบบดั้งเดิมหลายเท่าเนื่องจากกระแสลมในระดับความสูงมีความเสถียรและรุนแรงกว่า

    นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชน คณะวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว และสถาบันนวัตกรรมข้อมูลห้วงอากาศอวกาศแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน โดยเทคโนโลยีนี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ปัจจุบัน S2000 ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว โดยมีการเตรียมแผนที่จะบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานของเมืองต่าง ๆ ในจีน นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องรุ่นถัดไปในชื่อ "S6000" เพื่อสำรวจศักยภาพการผลิตไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ต่อไป

    ที่มา: TV BRICS

    https://www.facebook.com/share/1ApUhyWgKu/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีรายงานว่าเจ้าของกลุ่มบริษัท Huione Group ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “บอสซี” (西总) ถูกตำรวจทหารกัมพูชาจับกุมในวันนี้

    ภาพที่เผยแพร่ใน Telegram แสดงให้เห็นเขาถูกนำตัวไปพร้อมกับชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งระบุว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งฉ้อโกงจากทางเหนือของเมียนมา ที่ดูเหมือนจะอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมในเวลาที่ไม่เหมาะสม

    มีการคาดเดาในโลกออนไลน์ว่าทั้งสามคนถูกจับกุมในบาร์คาราโอเกะในข้อหาเสพเคตามีน

    แม้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน

    การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นสามสัปดาห์หลังจากที่เฉิน จื้อ ประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ถูกส่งตัวไปจีน และเป็นการปิดฉากช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับ Huione: ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารถูกเพิกถอนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ห้ามไม่ให้เข้าสู่ระบบการเงินในเดือนตุลาคม และเกิดการแห่ถอนเงินจากสำนักงานในเดือนธันวาคม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากทางการกัมพูชา
    https://www.facebook.com/share/p/16sdiVM37B/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ♆ดาวเนปจูนย้ายเข้าสู่ราศีเมษ
    26 มกราคม 2026
    ⚔️ ยุคของ “นักรบทางจิตวิญญาณ”
    ถือเป็นปรากฏการณ์ทางโหราศาสตร์ที่สำคัญมาก
    ดาวเนปจูนใช้เวลาประมาณ 14 ปีในแต่ละราศี การขยับจากราศีมีน (ธาตุน้ำ) เข้าสู่ราศีเมษ (ธาตุไฟ)
    นี่ไม่ใช่แค่ “ดาวย้ายราศี”
    แต่มันคือการเปลี่ยน โทนของโลก
    จากยุคที่มนุษย์ฝัน ล่องลอย ถามหา “ความหมาย”
    สู่ยุคที่จักรวาลถามกลับว่า

    แล้วคุณจะทำอะไรกับความฝันนั้นจริง ๆ ?

    ธีมหลัก: การทำให้ความฝันกลายเป็นจริง
    เมื่อดาวแห่งความฝันและแรงจูงใจโคจรเข้าสู่ราศีเมษ — สิ่งที่ไม่เคยเป็น ‘จริง’ จะถูกเรียกให้ลงมือทำ ยุคแห่งภาพลวงตาจบลง และเราเริ่มสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของชีวิตด้วยการกระทำจากหัวใจ.”

    เนปจูน คือ ดาวที่ทำให้เราฝัน
    เมษ คือ ราศีที่ทำให้เราลุกขึ้นทำตามฝัน
    เมื่อสองพลังนี้มาพบกัน
    ความฝันจะไม่ถูกปล่อยให้เป็นแค่ภาพในใจอีกต่อไป
    มันจะถูกผลักให้ ออกมาเป็นการกระทำ

    นี่คือยุคที่ คนไม่อยาก “เชื่อ” อย่างเดียว
    ไม่อยาก “รอให้เข้าใจ” อย่างเดียว
    แต่ต้องการ ลงมือ ใช้ชีวิต และพิสูจน์ด้วยตัวเอง

    สิ่งที่กำลังค่อย ๆ จบลง
    ❌ความสับสนทางตัวตน
    ❌ความเชื่อที่คลุมเครือ
    ❌การแสวงหาความหมายโดยไม่มีทิศทาง
    ❌และบางครั้ง…การหลบหนีความจริงด้วยคำว่า “จิตวิญญาณ”

    ⚔️ ยุคของ “นักรบทางจิตวิญญาณ”
    คำว่า นักรบ ในที่นี้
    ไม่ใช่การต่อสู้กับใคร
    แต่คือการ กล้ายืนอยู่กับความจริงของตัวเอง
    กล้าบอกว่าอะไรคือสิ่งที่เราเชื่อจริง
    กล้ายอมรับว่าอะไรคือความฝันที่เราไม่กล้าทำมานาน
    กล้าเริ่ม แม้ยังไม่มั่นใจ
    กล้าพลาด แล้วเรียนรู้
    .
    พลังเปลี่ยนโลกจากฝันสู่การเป็นจริง
    พลังนี้กระทบ ต่อ 12 ราศีอย่างไร
    ♈️ราศีเมษ — ปลดปล่อยตัวตนเดิม เปลี่ยนตัวตนใหม่ที่ชัดเจน
    เปลี่ยนตัวเองแบบลึกสุดใจ มองเห็นแรงจูงใจเก่า ๆ ที่เคยทำให้คุณหยุด หรือยังไม่กล้าลงมือทำ และปล่อยสิ่งนั้นออกไป
    เปลี่ยนจาก “คิด” เป็น “ทำ” — เริ่มคิดใหม่ เปลี่ยนวิธีการ และลงมือสร้างตัวตนใหม่ที่เข้มแข็งและคมกว่าเดิม
    แทนที่จะยึดความฝันให้ลอยอยู่ไกล คุณจะได้เรียนรู้ว่า ความฝันสามารถกลายเป็นการกระทำจริง ถ้าคุณปล่อยให้พลังภายในนำทาง
    นี่ไม่ใช่แค่การ “ฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น” แต่เป็นช่วงเวลาที่จักรวาล เรียกให้คุณปฏิวัติตัวตน ตั้งแต่ภายในจนถึงการแสดงออกในโลกจริงอย่างกล้าหาญและชัดเจน
    ♉️ราศีพฤษภ — ทำความสะอาดจิตใต้สำนึก ปลดปล่อยสิ่งเก่าที่ฝังลึก
    ความทรงจำเก่า ๆ หรือรูปแบบความคิดเดิม ๆ ที่คุณไม่ได้ตั้งใจเก็บไว้มานาน จะกลับปรากฏให้เห็นชัดขึ้น
    แรงงานภายในจะกระตุ้นให้คุณ ทบทวนสิ่งที่อยู่ลึกสุดใจ: ความเชื่อเดิม บทเรียนที่ยังไม่จบ หรือพฤติกรรมซ้ำซากที่ซ่อนอยู่ลึกภายในด้านเงา
    สิ่งที่ “ฝังลึก” เหล่านี้จะไม่ได้ถูกผลักทิ้งออกไปอย่างอัตโนมัติ — แต่จะถูก ดึงขึ้นมาให้คุณเผชิญหน้า, เข้าใจ และเลือกว่าจะเก็บหรือปล่อยอย่างมีสติ
    นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตจะเรียกร้องให้คุณ ทำความสะอาดด้านภายใน — ไม่ใช่แค่ล้างสิ่งเก่าออกโดยไม่รู้ตัว — แต่เป็นการ เรียนรู้เพื่อปล่อยสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนจริงของคุณ แล้วเลือกสิ่งใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความเข้าใจ” มากกว่า “แรงสะเทือนทางอารมณ์เพียงชั่วครู่”
    ♊️ราศีเมถุน — เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์กับวิสัยทัศน์
    ความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะถูกดันให้ ขยายขอบเขตออกไป — จากแค่ “ไอเดียเจ๋ง ๆ” ให้กลายเป็นภาพรวมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
    เริ่มเห็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน” ของสิ่งที่อยากสร้างในอนาคต
    แรงผลักจากพลังดาวเนปจูนจะทำให้คุณรู้สึกว่า ไม่อยากแค่คิดหรือพูดเท่านั้น แต่ต้องทำให้มันเกิดเป็นจริง — ความคิดถูกเชื่อมโยงกับแรงจูงใจและการลงมือ
    นี่คือช่วงเวลาที่พลังความคิดของคุณจะไม่แค่เป็นเสียงในหัว แต่จะเริ่มกลายเป็น “แผนที่ชัดเจน” ที่สามารถนำคุณไปสู่จุดหมายที่ใหญ่กว่าเดิมได้จริง — เป็นสะพานเชื่อมระหว่างจินตนาการกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต
    ♋️ราศีกรกฎ — เปลี่ยนเส้นทางอาชีพสู่สิ่งที่มีความหมาย
    คุณอาจรู้สึกว่าการงานที่ทำมา เริ่มไม่ตอบโจทย์หัวใจ เหมือนเสียงภายในเรียกร้องให้คุณค้นหาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่เงินเดือนหรือความคุ้นเคย
    สิ่งที่ดึงดูดคุณมากขึ้นคือ บทบาทที่รู้สึกว่ามีคุณค่า ทั้งต่อตัวคุณเองและต่อผู้อื่น
    แรงจากดาวเนปจูนจะทำให้คุณเริ่มถามตัวเองว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่ มันคือสิ่งที่ฉันอยากให้โลกจำฉันไหม?
    นี่คือแรงบันดาลใจและความหมายที่แท้จริงของชีวิตมาเป็นตัวนำทาง — ทำให้คุณรู้สึกว่า “งานที่ทำคือส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอย่างเต็มตัว” มากกว่าแค่บทบาทบนโลก
    ♌️ราศีสิงห์ — แสวงหาความจริงที่สูงกว่าเดิม
    สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็น “ความจริง” เริ่มไม่ตอบโจทย์ — คุณเริ่มตั้งคำถามต่อความเชื่อเดิม ๆ, ทัศนคติ หรือมาตรฐานที่เคยยึดถือ
    แรงภายในจะผลักให้คุณ มองหาเหตุผลและบทสรุปที่มีความหมายจริง ๆ
    คุณอาจเริ่มสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับ ปรัชญาชีวิต, ความเชื่อที่ลึกซึ้ง, ความเป็นจริงเชิงจิตวิญญาณ หรือมุมมองใหม่ ๆ ที่ท้าทายกรอบเดิม
    นี่คือช่วงเวลาที่ชาวราศีสิงห์จะไม่เพียงแต่ แสวงหาความจริงภายนอก แต่จะเกิดแรงดึงลึกภายในให้คุณ ขยายกรอบความเข้าใจตัวเองและโลก
    ♍️ราศีกันย์ — ยุทธศาสตร์ส่วนตัวและการเปลี่ยนแปลงตัวเองลึกซึ้ง
    ทบทวนวิธีคิดและแนวทางชีวิต ที่เคยยึดถือ
    ยอมรับความไม่สมบูรณ์และปลดปล่อยความกลัวผิดพลาด
    เรียนรู้ที่จะนำสิ่งในใจให้กลายเป็นผลจริง แทนการวิเคราะห์หรือวิจารณ์ตัวเองอย่างหนักเกินไป
    นี่คือช่วงเวลาที่ชาวราศีกันย์จะถูกดึงให้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นพบว่าอะไรจริง อะไรฝัน — และเปลี่ยน “แผนในหัว” ให้กลายเป็น “การกระทำที่แท้จริง”
    ♎️ราศีตุล — ความสัมพันธ์ที่เป็นกระจกเงาจิต
    ความสัมพันธ์แต่ละแบบ — ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก เพื่อน หรือความสัมพันธ์แบบร่วมชีวิต — จะเผยให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ และอะไรคือสิ่งที่คุณกำลังหลงยึด
    สิ่งที่คุณเคยมองข้าม — เช่น ความไม่แน่นอน ความคาดหวังจากฝ่ายตรงข้าม หรือความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ — จะถูกเปิดเผยขึ้นมาอย่าง “ชัดจนมองไม่พ้น”
    กระจกเงาที่สะท้อนความจริงภายในของคุณ เพื่อให้คุณรู้ตัวว่า “ฉันกำลังรักใครด้วยเหตุผลนี้จริงไหม” และ “ฉันกำลังถูกรักตามที่ฉันต้องการจริงไหม”
    พลังของดาวเนปจูนจะ ขยายความลึกของการเชื่อมต่อ — ทำให้คุณสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูด พฤติกรรม หรือความสัมพันธ์ที่คุณมี
    ♏️ราศีพิจิก — พัฒนานิสัยและวินัยที่ใส่ใจ
    พลังความรู้สึกและความคิดภายในของคุณถูกดันให้มองเห็นอย่างชัดเจน — ไม่ใช่แค่ความอยากหรืออารมณ์ชั่วขณะ แต่เป็นแรงขับที่เรียกร้องให้คุณรู้ตัวเองอย่างลึกซึ้ง
    กระตุ้นให้คุณเริ่ม สังเกตพฤติกรรมประจำวัน ว่ามันสนับสนุนเป้าหมายชีวิตจริงหรือ
    คุณจะได้รับแรงผลักให้ ตั้งระบบนิสัยใหม่
    นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตจะเรียกร้องให้คุณ เปลี่ยนจากการตัดสินใจแบบอาศัยสัญชาตญาณ มาเป็นการ สร้างวินัยประจำวันอย่างมีสติ ฝึกความเอาใจใส่ต่อสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว — จนมันกลายเป็นนิสัยที่สนับสนุนการเติบโตอย่างแท้จริง
    ♐️ราศีธนู — จุดประกายสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่
    พลังไอเดียภายในของคุณได้รับแรงผลักให้ “ใหญ่” กว่าที่เคยเป็น — คิดไม่ใช่แค่ความคิดในวันหนึ่ง แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่สามารถนำไปสู่การลงมือทำจริง
    ผสานกับแรงขับและจังหวะชีวิตทำให้แนวคิดเริ่มเคลื่อนไหวและมีโอกาสพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ที่มีผลกระทบจริง ๆ
    “เปิดช่อง” ให้คุณรับรู้ แรงบันดาลใจและศักยภาพที่มากกว่าเดิม — เป็นเหมือนการเห็น “ภาพใหญ่” ของสิ่งที่คุณอยากสร้าง
    ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูง — จากแรงจูงใจธรรมดาให้กลายเป็นความตั้งใจที่เติมเต็มพลังด้านแรงบันดาลใจและการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ
    ♑️ราศีมังกร — เยียวยารากฐานและความทรงจำในบ้าน
    สิ่งที่เคยถูกฝังไว้ในความทรงจำเกี่ยวกับบ้าน ครอบครัว หรือความมั่นคงทางอารมณ์… อาจจะถูกดึงขึ้นมาสู่ระดับจิตสำนึก
    สิ่งที่ยังไม่ถูกแก้ไขหรือเก็บไว้แบบไม่รู้ตัว เช่น ความคาดหวังจากครอบครัว, การตัดสินใจที่คุณเคยคิดว่าต้องทำเพื่อ “ความปลอดภัย”, หรือความทรงจำในวัยเด็ก — จะเข้ามาชัดเจนจนคุณต้องตั้งคำถามกับมัน
    เริ่ม เยียวยาระดับลึก เป็นการเปิด “บ้านในใจ” เพื่อโอบรับความทรงจำเก่า, ปลดปล่อยสิ่งที่ยังติดอยู่ในจิตใจ
    เรียกร้องให้คุณ ตั้งคำถามความมั่นคงภายในชีวิต และให้โอกาสคุณ เยียวยาและสร้างขึ้นใหม่ บนพื้นฐานที่เข้าใจตัวเองลึกกว่าเดิม
    ♒️ราศีกุมภ์ — เสียงแห่งสัญชาตญาณและบทสนทนาที่ทรงพลัง
    ความคิดภายในของคุณจะเริ่มเป็น “เสียงที่มีน้ำหนักและความหมาย” มากกว่าแต่ก่อน
    สื่อสารความคิดและความรู้สึกของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง การคุยกันจะไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนคำพูดแต่เป็น “การถ่ายทอดแก่นแท้”
    เสียงสัญชาตญาณของคุณจะเริ่มทำงานเหมือน “ระบบนำทางภายใน” ช่วยให้คุณแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นแค่ภาพลวงตา
    นี่คือช่วงเวลาพิเศษ คำสั่งชีวิตที่พร้อมจะนำทางคุณ — ทั้งในด้านการตัดสินใจ, ระบบความเชื่อ, และการสื่อสารกับผู้อื่น
    ♓️ราศีมีน — เปลี่ยน “ฝัน” ให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในชีวิต
    คุณจะรู้สึกว่าความฝันไม่ใช่แค่ภาพจินตนาการ แต่เริ่มมีเส้นทางให้เดินจริง ๆ
    ผลักให้คุณ ลงมือสร้างสิ่งที่ใจเรียกร้องอย่างจริงจัง — ไม่ใช่แค่คิดหรือเสกสรรค์ แต่มุ่งให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงในโลกภายนอก
    สิ่งที่เคยเป็น “ฝันไม่ชัด” หรือ “ความปรารถนาที่ยังไม่รู้วิธีทำ” จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น แผนที่มีทิศทางและการลงมือทำที่จับต้องได้
    นี่คือช่วงเวลาที่จินตนาการของคุณ — สิ่งที่เคยเป็นเพียงภาพในฝัน — กำลังถูก ถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำจริง สร้างผลลัพธ์จับต้องได้ และมีโครงสร้างชัดเจน ภายใต้การผลักดันของพลังจักรวาลที่เปลี่ยนโหมดจาก “ฝัน” เป็น “ความเป็นจริงที่มีชีวิต”

    "สิ้นสุดยุคแห่งการรอคอย ถึงเวลาที่ความเชื่อต้องกลายเป็นความจริง"
    #ดาวเนปจูนย้ายเข้าสู่ราศีเมษ2026

    https://www.facebook.com/share/1DKnJVjNhY/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ขู่ใช้กำลังกับเวเนซุเอลาอีกครั้ง
    “เราพร้อมใช้กำลังเพื่อให้ได้ความร่วมมือสูงสุด หากวิธีอื่นล้มเหลว”
    รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) แถลงต่อวุฒิสภาอเมริกันเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่า สหรัฐฯ “พร้อมใช้กำลัง” (prepared to use force) เพื่อบังคับให้เวเนซุเอลาให้ความร่วมมือเต็มที่ หากวิธีการทางการทูตและเศรษฐกิจไม่สำเร็จ โดยเฉพาะในประเด็นน้ำมัน การตัดขาดพันธมิตรจีน-รัสเซีย-อิหร่าน-คิวบา และการประสานนโยบายพลังงานให้สอดคล้องกับวอชิงตันคำพูดของ Rubio นี้เกิดขึ้น
    เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ Edmée González ประธานาธิบดีชั่วคราวของเวเนซุเอลา ออกมาประกาศ “¡Ya basta!” (พอแล้ว!) อย่างเดือดดาลในสัมภาษณ์ CNN (26 ม.ค. 2569) โดยปฏิเสธคำสั่งจากสหรัฐฯ และย้ำว่าเวเนซุเอลา “ไม่ใช่โรงงานน้ำมันของใคร” และ “มีศักดิ์ศรีและอธิปไตย”

    https://www.facebook.com/share/1GVWrVEXKZ/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถก RBC ไทย-เขมร ล่ม
    ทัพภาค1 เผย ไม่สามารถตกลงกันได้
    ไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ได้
    ยังมีประเด็นที่จะต้องมีการหารือเพิ่มเติม
    จึงยังไม่มีการลงนามในวันนี้
    เผย เขมร อ้างทหารไทยยึดดินแดนเขมร
    แต่ ไทยยันเขตอธิปไตยไทยทั้งหมด

    กองทัพภาคที่ 1 แจ้งผลการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5

    ตามที่มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ณ ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 

    โดยในวันที่ 27-28 มกราคม 2569 คณะกองเลขานุการฯ ซึ่งมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายไทยและรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้จัดประชุมหารือ การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง ซึ่งหากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องตามร่างบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ก็จะลงนามร่วมกัน ในวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อยึดถือปฏิบัติต่อไปนั้น

    ผลการประชุมของคณะกองเลขานุการฯ ดังกล่าว ยังไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้บรรลุตามความมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายได้ โดยยังมีประเด็นที่จะต้องมีการหารือเพิ่มเติม จึงยังไม่มีการลงนามตามที่กำหนดไว้

    โดยคณะกองเลขานุการ ฯ จะกำหนดการหารือ เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงให้บรรลุตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสต่อไป

    ทั้งนี้ ในการปฏิบัติ ณ ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 ยังคงปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางกำลังดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ให้มีความสงบเรียบร้อย และประชาชนมีความปลอดภัยอย่างสูงสุดเช่นเดิม โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม(Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

    ttps://www.facebook.com/photo/?fbid=25914031748228605&set=a.440635312661599&locale=th_TH


     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แจง ไทย ไม่ปล่อยแน่
    ปม เขมร ยัง มีเกาะ-แผ่นดินที่ยื่นในทะเล” บ้านหาดเล็ก จ.ตราด
    แต่ ยึดหลัก สันติวิธี-กฎหมายระหว่างประเทศ
    ยังไม่ใช่กำลัง
    ชี้ แม้เป็นของภาคเอกชน แต่รัฐบาลกัมพูชาต้องรับผิดชอบ ที่ปล่อยให้สร้าง
    ยันประท้วง ต่อเนื่อง
    เล็งฟ้อง UNCLOS

    ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาฯ ชี้แจง
    กรณีการที่ไทยไม่ทำลาย “เกาะ /แผ่นดินที่ยื่นในทะเล” ของเอกชนกัมพูชา ในพื้นที่ บ้านหาดเล็ก จ.ตราด ว่า มีนัยสำคัญในเชิง การเมือง–กฎหมาย–การทูต มากกว่าการทหาร คือ สะท้อนว่าไทยใช้ ความยับยั้งชั่งใจ (Restraint)
    และ ยึดหลัก สันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ และ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็น

    ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ

    ส่วนการไม่ทำลาย จะเท่ากับ “ยอมรับ” หรือ “ปล่อยให้อ้างสิทธิ์ทางทะเล” ต่อไปหรือไม่ นั้น ยืนยันว่า จะไม่เท่ากับการยอมรับ และไม่ทำให้เกิดสิทธิทางทะเลโดยอัตโนมัติ

    ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินการประท้วงมาตลอด ซึ่งเป็นการแสดงการไม่ยอมรับการก่อสร้างดังกล่าวมาตั้งแต่แรก

    และตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS)
    • เกาะเทียม (Artificial Islands) หรือสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการอ้างอาณาเขตทางทะเลใด ๆ ได้ สามารถทำได้เพียงการกำหนดเขตปลอดภัยที่ไม่กว้างเกินกว่า 500 เมตรล้อมรอบสิ่งก่อสร้างนั้นเท่านั้น
    • การกำหนดอาณาเขตทางทะเลต้องพิจารณาจาก
    • สภาพธรรมชาติของพื้นที่
    • เส้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย
    • ไม่ใช่จากการถมทะเลหรือก่อสร้างภายหลัง

    ดังนั้น การไม่ทำลาย ≠ การยอมรับสิทธิ

    แล้วถ้าปล่อยไว้นาน จะกลายเป็นหลักฐานอ้างสิทธิในอนาคตหรือไม่ นั้น
    พบว่า ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความเงียบอย่างเดียวไม่เพียงพอ
    แต่สิ่งที่ไทยต้องระวังคือ “ความเงียบที่ปราศจากการสงวนสิทธิ (Acquiescence)”

    ดังนั้น หากไทย ไม่ใช้กำลัง แต่
    มีการบันทึกการไม่ยอมรับ (Protest / Reservation) อย่างสม่ำเสมอ

    ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อการสร้างสิ่งก่อสร้าง โดยผ่านกระบวนการทางการทูต

    และหากพิจารณาแนวคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐก่อสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรลงไปในทะเล ศาลจะไม่นำมาพิจารณาให้เป็นสิทธิของรัฐในการอ้างสิทธิเพื่อกำหนดอาณาเขตทางทะเล

    ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงแสดงออกอย่างชัดเจนในทุกระดับ ถึงการไม่เห็นด้วยต่อสิ่งก่อสร้างดังกล่าว จะช่วยให้การอ้างสิทธิทางทะเลไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย

    ส่วน การที่เป็นทรัพย์สินของ “เอกชนกัมพูชา” มีผลหรือไม่ นั้น ชี้แจงว่า ในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเอกชนหรือประชาชนภายในรัฐของตน เมื่อเอกชนดำเนินการภายใต้การสั่งการหรือการควบคุมของรัฐบาล กับกรณีที่รัฐบาลละเลยการป้องกันหรือลงโทษเอกชนที่กระทำความผิด

    การกระทำของเอกชน ไม่สามารถสร้างสิทธิอธิปไตยหรือสิทธิทางทะเลให้รัฐได้

    ดังนั้น กัมพูชาในฐานะรัฐชายฝั่ง จะต้องรับผิดชอบ ในกรณีที่ ปล่อยให้เอกชนดำเนินการที่กระทบข้อพิพาททางทะเลหรือใช้เอกชนเป็นเครื่องมือทางนโยบายโดยปริยาย

    ส่วน แนวทางที่เหมาะสมของไทยควรเป็น 3 ชั้น (3-Layer Approach)คือ 1.ชั้นกฎหมาย (Legal Layer)
    ออกแถลงการณ์หรือบันทึกทางการทูตโดย ระบุชัดว่า สงวนสิทธิ ไม่ยอมรับผลทางกฎหมายใด ๆ และ เก็บหลักฐาน ภาพถ่าย ดาวเทียม และ timeline การก่อสร้าง
    2.ชั้นการทูต (Diplomatic Layer)
    โดย ใช้กลไกทวิภาคี / อาเซียน
    และ ย้ำการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
    เพิ่อ หลีกเลี่ยงการยกระดับเป็นประเด็นเผชิญหน้า
    3.ชั้นการสื่อสารสาธารณะ (Strategic Communication) จะสื่อสารว่าไทยไม่ใช้กำลัง แต่ ไม่ละทิ้งสิทธิ และ ยึดกฎหมายทะเลสากลเป็นหลัก

    โดย ไทยยังมีเครื่องมือครบถ้วน ได้แก่ การเจรจา การประท้วงทางการทูต
    การใช้กลไกระงับข้อพิพาทตาม UNCLOS หรือการนำประเด็นเข้าสู่เวทีสากล หากมีความจำเป็น

    โดย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการใช้กำลัง
    “การไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างที่ยื่นในทะเล เป็นการใช้ความยับยั้งชั่งใจและการดำเนินการตามหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การยอมรับสิทธิ
    เกาะเทียมและสิ่งก่อสร้างในทะเลไม่ก่อให้เกิดการอ้างสิทธิทางทะเล
    ไทยควร “ไม่ใช้กำลัง แต่ต้องไม่เงียบ”
    โดยสงวนสิทธิอย่างชัดเจน ควบคู่การทูตและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์“

    Cr:ภาพ PPTV
    #นาวิกโยธินกองทัพเรือ
    #กัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อสักครู่ ตามแถลงการณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยกลางและคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติจีน ระบุว่า ซุน เส้าเฉิง สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 และรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมของสภาประชาชนแห่งชาติ กำลังถูกสอบสวนทางวินัยและถูกไต่สวนทางการตรวจสอบโดยคณะกรรมการดังกล่าว

    ซุน เส้าเฉิง คือใคร? เบื้องหลังนักการเมืองจีนระดับสูงที่ถูกสอบสวนวินัย

    เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการตรวจสอบวินัยกลางและคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติจีน ประกาศว่า ซุน เส้าเฉิง (孙绍骋) สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 และรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม สภาประชาชนแห่งชาติจีน กำลังถูกสอบสวนทางวินัยและกฎหมาย สร้างแรงสะเทือนในแวดวงการเมืองจีนทันที

    ซุน เส้าเฉิง เกิดปี ค.ศ. 1960 ที่มณฑลซานตง เป็นข้าราชการสายบริหารที่เติบโตจากระบบราชการส่วนกลาง เคยทำงานใน กระทรวงกิจการพลเรือน และขึ้นดำรงตำแหน่ง รองรัฐมนตรี ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งระดับมณฑลหลายแห่ง ทั้งรองผู้ว่าการซานตง ซานซี และต่อมาเป็น รัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ในปี 2018 ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่ที่ดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัว

    จุดสูงสุดในเส้นทางการเมืองของเขาคือการได้รับแต่งตั้งเป็น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ในปี 2022 ถือเป็นตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุดของมณฑล” ที่มีอำนาจทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ก่อนจะถูกย้ายเข้าสู่ตำแหน่งในสภาประชาชนแห่งชาติช่วงปลายปี 2025

    การถูกสอบสวนของซุน เส้าเฉิง สะท้อนแนวโน้มการปราบปรามอย่างต่อเนื่องในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน โดยเฉพาะผู้ที่เคยบริหารมณฑลสำคัญและมีบทบาทในโครงสร้างอำนาจของพรรค ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนในระยะต่อไป
    FB_IMG_1769697982236.jpg
    https://www.facebook.com/share/1AeT5tvgF2/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1769735034462.jpg
    กัมพูชาจะ “อับแสง” หากคลองไทยเกิดขึ้นจริง
    เมื่อ Land Bridge ไทยกลายเป็นทางลัดใหม่ จีนในกัมพูชาจะเหลืออะไร?
    ภาพอินโฟกราฟิกที่เห็นนี้ ซึ่งอ้างอิงรายงานจากสื่อสายเศรษฐกิจ–ความมั่นคงตะวันตกอย่าง Wall Street Journal (ช่วงราวปี 2019–2022) ไม่ได้พูดถึงแค่ “ฐานทัพเรือเรียม” ของจีนในกัมพูชาเท่านั้น แต่กำลังชี้ให้เห็น ภูมิรัฐศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือทั้งอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ — และที่สำคัญคือ เส้นแดงบริเวณคอคอดไทย ที่ถูกขีดไว้ราวกับเป็น “ตัวแปรเงียบ” ที่อาจเปลี่ยนเกมทั้งหมด
    เส้นแดงนั้น คือแนวคิด คลองไทย/คอคอดกระ ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลไทยปรับรูปแบบเป็นโครงการ Land Bridge หรือ Southern Economic Corridor หากโครงการนี้เกิดขึ้นและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ไทยได้ประโยชน์ แต่จะหมายถึง โครงการจีนในกัมพูชาหลายโครงการอาจ “ดับแสง” ลงพร้อมกัน

    จีนปักหมุดกัมพูชาไว้ทำอะไร?
    ก่อนจะพูดถึงผลกระทบ ต้องเข้าใจก่อนว่า กัมพูชาเป็นหมากตัวสำคัญของจีนในอ่าวไทย ภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI)
    1. ท่าเรือสีหนุวิลล์ & เขตเศรษฐกิจพิเศษ
    จีนลงทุนหนักเพื่อยกระดับสีหนุวิลล์เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของกัมพูชา รองรับสินค้าจีน–เอเชียเหนือ ที่จะลงสู่อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ผ่านอ่าวไทยและช่องแคบมะละกา
    2. ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)
    ตามรายงานตะวันตก จีนได้รับสิทธิ์ใช้บางส่วนของฐานทัพเป็นระยะยาว กลายเป็นจุดวางกำลังของกองทัพเรือจีน (PLAN) ในอ่าวไทย ซึ่งเชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์ทะเลจีนใต้ตอนล่าง และแนวคิด String of Pearls
    3. คลองฟูนันเตโช (Funan Techo Canal)
    คลองเชื่อมพนมเปญออกอ่าวไทย มูลค่า ~1.7 พันล้านดอลลาร์ จีนถือหุ้นเกือบครึ่ง เป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาท่าเรือเวียดนาม และดึงรายได้ค่าขนส่งกลับมากัมพูชา
    ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันคือ
    เส้นทางการค้าหลักยังต้องผ่านอ่าวไทยตอนล่าง

    แต่ถ้า Land Bridge ไทยเกิดขึ้น เกมจะเปลี่ยน
    โครงการ Land Bridge ชุมพร–ระนอง จะทำให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องอ้อมมะละกา หรือไหลลงอ่าวไทยตอนล่างอีกต่อไป
    – ประหยัดเวลา 2–4 วัน
    – ระยะทางสั้นลงราว 1,200 กม.
    – ลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในช่องแคบมะละกา
    เมื่อจุด “คอขวด” ย้ายจากทะเลมาอยู่บนแผ่นดินไทย ผลกระทบต่อกัมพูชาจะชัดเจนทันที

    ผลกระทบต่อโครงการจีนในกัมพูชา (อ่านคู่กับแผนที่)
    ● เศรษฐกิจ: ดับแสงก่อนใคร
    ท่าเรือสีหนุวิลล์จะเสียบทบาท transshipment อย่างหนัก เพราะเรือหลักเลือกขึ้น–ลงฝั่งไทยแทน
    คลองฟูนันเตโชจะกลายเป็นโครงการรอง หรืออาจไม่คุ้มทุนในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเส้นทางหลักไม่ต้องผ่านอ่าวไทยตอนล่างแล้ว
    เศรษฐกิจเมืองสีหนุวิลล์ที่พึ่งเงินจีน (อสังหาฯ คาสิโน โลจิสติกส์) เสี่ยงซบเซาระยะยาว
    ● ยุทธศาสตร์/ทหาร: ความสำคัญลดลง
    ฐานทัพเรือเรียมยังใช้ได้ในเชิงยุทธวิธีระดับพื้นที่ แต่ไม่ใช่ “จุดหลัก” ของจีนอีกต่อไป
    หากจีนเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ผ่านไทยได้ (แม้ไทยยังคุมอธิปไตยเอง) ความจำเป็นต้องพึ่งกัมพูชาจะลดลงทันที
    กัมพูชาเสีย “ไพ่ต่อรอง” ทางยุทธศาสตร์ในสายตาปักกิ่ง

    ภาพใหญ่ที่แผนที่กำลังบอก
    เส้นแดงที่ขีดไว้ตรงคลองไทยในอินโฟกราฟิก ไม่ได้เป็นแค่เส้นสมมติ
    แต่มันคือ เส้นที่ตัดทอนคุณค่าทางภูมิรัฐศาสตร์ของกัมพูชาโดยตรง
    ไทย → กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่ของภูมิภาค
    จีน → ย้ายจุดลงทุนและความสนใจเข้าหาไทยมากขึ้น
    กัมพูชา → จาก “จุดยุทธศาสตร์” กลายเป็น “ทางผ่านรอง”

    สรุป
    หาก Land Bridge ไทยเกิดขึ้นจริงและเดินเครื่องเต็มระบบ
    โครงการจีนในกัมพูชาจะไม่หายไปทันที
    แต่จะ “จางลง” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    และนั่นคือเหตุผลที่แผนที่ฉบับนี้ — แม้จะพูดถึงจีนในกัมพูชา
    แต่กลับ ขีดเส้นแดงไว้ที่ประเทศไทย
    เพราะเส้นนั้น คือจุดที่อนาคตของทั้งอ่าวไทยอาจถูกเขียนใหม่ทั้งหมด.
    https://www.facebook.com/share/1Fcizmups3/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    Part 1

    ช่วงนี้มีข่าวว่า “จางโย่วเสีย” ถูกจับกุม เรื่องนี้ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นข่าวกันแล้ว หากนับรวมคณะกรรมการทหารกลาง 7 คนที่ได้รับเลือกจากการประชุมใหญ่พรรคครั้งที่ 20 ตอนนี้เหลืออยู่จริง ๆ แค่ 2 คน จากเดิมที่เป็น “แชตกลุ่ม 7 คน” ตอนนี้กลายเป็น “คุยสายเสียงกันสองคน” ไปแล้ว
    ในกองทัพระดับบน สถานการณ์ก็ไม่ปกติอย่างมาก ตั้งแต่การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว มีกรรมการกรมการเมืองฝ่ายทหารถึง 60% ไม่เข้าร่วมประชุม การประชุมระดับนี้สำคัญมาก การไม่มาปรากฏตัวหมายความว่าอะไร ผมเชื่อว่าคนที่เข้าใจการเมืองจีน ต่างก็รู้กันดี

    ไม่เข้าประชุมแบบนี้ มีได้แค่สองกรณี หนึ่ง คือ ถูกปลดหรือหลุดจากตำแหน่งแล้ว สอง คือ กำลังถูกสอบสวน ซึ่งเท่ากับว่ากรรมการกรมการเมืองฝ่ายทหารกว่า 60% ถูกสอบสวนหรือถูกควบคุมตัวตั้งแต่ก่อนการประชุมครั้งนั้น และถ้ารวมกรณีจางโย่วเสียที่เพิ่งถูกจัดการไปล่าสุด กลุ่มนายทหารที่อยู่ในสายของเขาก็ย่อมต้องถูกกวาดล้างตามไปด้วย
    หากนับภาพรวม ตอนนี้ผู้นำระดับกลางถึงสูงของกองทัพจีนมากกว่า 80% ถูกกวาดล้างด้วยการ “ปราบคอร์รัปชัน”

    แน่นอนว่า การปราบคอร์รัปชันของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กองทัพเท่านั้น ปีนี้จำนวนข้าราชการที่ถูกลงโทษโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนพุ่งแตะหนึ่งล้านคน ทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง เรือนจำฉินเฉิงควรจะต้องขยายพื้นที่โดยด่วน และน่าจะเป็น “โครงการเร่งด่วนลำดับต้น ๆ” ของประธานสีไปแล้ว
    คำถามคือ ทำไมการปราบคอร์รัปชันถึงมาถึงจุดที่ดูบ้าคลั่งขนาดนี้ เหตุผลเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของการจับกุมจางโย่วเสียคืออะไร และทำไมเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้ถึงไม่ลุกขึ้นต่อต้าน ทำไมถึงกลายเป็นปลาอยู่บนเขียงของสีจิ้นผิงได้ง่ายขนาดนี้ วันนี้ผม “เสี่ยวฟางจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัย” จะมาคุยเรื่องนี้

    สาเหตุที่จางโย่วเสียถูกโค่น ตอนนี้มีคำอธิบายหลายกระแส หากดูจากแถลงการณ์ของพรรค เหตุผลหลักคือ “ทรยศต่อสีจิ้นผิง” เพราะในประกาศอย่างเป็นทางการระบุว่า เขา “ละเมิดและทำลายระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมการทหารกลางอย่างร้ายแรง”
    คณะกรรมการทหารกลาง 7 คนนี้ ไม่เหมือนกับคณะกรรมการถาวรกรมการเมือง 7 คนในเชิงกฎหมายและการเมือง คณะกรรมการถาวรของกรมการเมืองใช้ระบบลงคะแนนร่วมกัน แต่คณะกรรมการทหารกลางนั้น มีหน้าที่รับผิดชอบต่อ “ประธาน” เพียงคนเดียว

    แล้วประธานคณะกรรมการทหารกลางคือใคร ก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือ สีจิ้นผิง ดังนั้นการ “ทำลายระบบความรับผิดชอบของประธาน” ก็คือการทำลายการควบคุมกองทัพของสีจิ้นผิง นี่จึงเท่ากับเป็นการไม่จงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุด
    นอกจากนี้ ยังมีอีกกระแสหนึ่งบอกว่า จางโย่วเสียถูกจับเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามไต้หวัน เขาเป็นสายประนีประนอมในกองทัพ และล่าสุดสื่ออเมริกันเปิดเผยข้อมูลวงในว่า ในเอกสารแจ้งภายในของพรรค มีการกล่าวหาว่าจางโย่วเสียขายผลประโยชน์ของชาติ โดยนำข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์และโครงสร้างนิวเคลียร์ของจีนไปให้สหรัฐฯ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาถูกจัดการ

    แต่ผมมองว่า เราไม่จำเป็นต้องเดาเลยว่าจางโย่วเสียถูกโค่นเพราะอะไร เหตุผลแรกคือ จีนเป็นการเมืองแบบกล่องดำ เหตุผลที่แท้จริงเราไม่มีทางรู้ครบถ้วน ข้อมูลสำคัญจำนวนมากขาดหาย ต่อให้เดา ก็เดาได้ไม่ครบภาพ หากอยากรู้ความจริงทั้งหมด อาจต้องรอจนพรรคคอมมิวนิสต์จีนล่มสลายและข้อมูลภายในถูกเปิดเผย

    เหตุผลที่สองคือ การปราบคอร์รัปชันที่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ เหตุผลที่ใช้จัดการเจ้าหน้าที่หลายครั้ง เป็นเพียง “ข้ออ้าง” มากกว่า “เหตุผลที่แท้จริง” หากมองในภาพใหญ่ ไม่ว่าจางโย่วเสีย หรือก่อนหน้านั้น เหอเว่ยตง จะถูกโค่น ล้วนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
    แม้ในอนาคต คนอย่าง หลี่เฉียง หรือ ไช่ฉี จะถูกจัดการ ก็ไม่ควรแปลกใจ นี่คือแนวโน้มใหญ่ของระบบทั้งหมด และจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ อยู่ที่ “รูปแบบการปกครองของรัฐจีน”



    Part 2

    รูปแบบการปกครองของรัฐจีน เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “การบริหารแบบเคลื่อนไหวเป็นขบวน” แล้วการบริหารแบบนี้คืออะไร ในความเข้าใจของพวกเรา พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจสูง และควบคุมประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ เราจึงมักคิดโดยอัตโนมัติว่า พรรคสามารถควบคุมทุกอย่างในประเทศได้อย่างเข้มแข็ง รัฐต้องการทำอะไร ก็ดูเหมือนจะง่ายกว่ารัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาก

    มุมมองนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด จริงอยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์มีพลังในการควบคุมและบังคับใช้มากกว่าหลายประเทศประชาธิปไตย แต่ระบบนี้มีจุดอ่อนโดยกำเนิด นั่นคือ “ขาดนิติรัฐ” และการขาดนิติรัฐนี้ ไม่ได้เป็นแค่การกดขี่ประชาชนเท่านั้น บางครั้งยังทำให้รัฐบาลเองทำงานได้ยากมาก

    ยกตัวอย่างนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ในช่วงที่เข้มงวดที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์มักเยาะเย้ยตะวันตกว่าทำมาตรการครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่จริงจัง แต่ในความเป็นจริง นโยบายแบบตะวันตกนั้น จีนไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะจีนไม่สามารถใช้ “กฎหมาย” มาควบคุมประชาชนได้จริง
    ผมจำได้ว่าตอนเพิ่งมาอยู่แคนาดา เมืองโตรอนโตใช้มาตรการปิดเมืองแบบจำกัด ร้านอาหารเปิดได้ แต่ขายได้เฉพาะกลับบ้าน ห้ามนั่งกินในร้าน และกฎนี้ถูกปฏิบัติจริง แม้แต่ร้านอาหารจีนก็ไม่กล้าฝ่าฝืน

    แต่ถ้าเอากฎแบบนี้ไปใช้ในจีน จะใช้ได้จริงไหม คำตอบคือ ถ้าแค่ออกประกาศ ก็คงไม่ได้ผล ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่คงแค่ดึงม่านลง แล้วกินดื่มกันข้างในตามเดิม ใครจะมาห้ามไม่ให้หาเงิน เว้นแต่จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจทุกวัน ตรวจแล้วต้องปรับหนัก หรือถึงขั้นจับเข้าคุก แบบนี้เท่านั้น กฎถึงจะบังคับใช้ได้

    นี่ไม่ใช่เพราะคนจีนไม่มีจิตสำนึกทางกฎหมาย แต่เพราะในอดีต จีนมีกฎหมายที่เลวร้ายและไม่สมเหตุสมผลจำนวนมาก ทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจึงอยู่ในสภาพ “แทบทุกคนผิดกฎหมาย”
    คนที่กำลังดูวิดีโอนี้อยู่ มีใครรอดบ้างไหม แค่ดูวิดีโอนี้ก็ต้องใช้การข้ามกำแพงอินเทอร์เน็ต ซึ่งในจีนถือว่าผิดกฎหมาย แม้ไม่ข้ามกำแพงก็ยังหนีไม่พ้น เพราะสิ่งที่ผิดกฎหมายในจีนมีมากเหลือเกิน

    ใกล้ตรุษจีนแล้ว หลายเมืองในจีนห้ามจุดประทัด แต่ตอนเด็ก ๆ ใครไม่เคยจุดบ้าง ตามกฎหมายปี 1992 ว่าด้วยการขนส่งดอกไม้ไฟ ผู้ที่ขนย้ายดอกไม้ไฟต้องขอใบอนุญาตจากตำรวจ แต่คนที่ซื้อประทัดจากร้านแล้วเอากลับบ้าน เคยขอใบอนุญาตไหม กระบวนการเอาประทัดจากร้านกลับบ้าน ก็ผิดกฎหมายไปแล้ว

    เพราะกฎหมายในจีนไม่ได้เกิดจากประชาชน และหลายฉบับถูกออกมาอย่างไร้เหตุผล กฎหมายจึงไม่มีอำนาจจริง ผู้คนเลือกปฏิบัติตามเฉพาะกฎหมายที่อยากทำตาม หรือกฎหมายที่โทษรุนแรงเท่านั้น ในสภาพแบบนี้ จีนจะทำมาตรการกึ่งปิดเมืองแบบตะวันตกได้อย่างไร

    นี่คือโรคประจำตัวของรัฐเผด็จการ กฎหมายไม่มีความน่าเชื่อถือ จึงไม่สามารถใช้กฎหมายควบคุมประชาชนได้จริง หลายประเทศเผด็จการมีประสิทธิภาพการบริหารต่ำกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำ แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนแตกต่างออกไป เพื่อรักษาอำนาจและให้คำสั่งถูกบังคับใช้ พรรคจึงพัฒนาระบบเฉพาะตัวขึ้นมา นั่นคือ “การบริหารแบบเคลื่อนไหวเป็นขบวน”

    เมื่อกฎหมายใช้ไม่ได้ ก็ใช้ “การเคลื่อนไหว” แทน ตั้งเป้าหมายทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ แล้วบังคับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับถือเป็นคำสั่งสูงสุด เช่น นโยบายโควิดเป็นศูนย์ รัฐยกระดับโรคให้เป็นภัยร้ายแรง และยกระดับนโยบายให้เป็นหลักการทางการเมือง จากนั้นเปลี่ยนหลักการนี้ให้กลายเป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ใครทำไม่สำเร็จ ก็ถูกลงโทษ

    ผมยังจำได้ ช่วงต้นโควิด เจ้าหน้าที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคนหนึ่ง ถูกลงโทษเพราะควบคุมโรคไม่ได้ แต่กลับถูกใส่ข้อหาดูสื่อลามก เป็นการประจานเพื่อข่มขวัญผู้อื่น
    แก่นแท้ของการบริหารแบบนี้ คือ เอาเป้าหมายทางการเมืองมาวางเหนือกฎหมาย ใช้โทษทางการเมืองกดดันเจ้าหน้าที่ แล้วให้เจ้าหน้าที่ไปกดดันประชาชนต่อ นโยบายจึงถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วทั่วประเทศ

    หลายคนบอกว่าสมัยหูจิ่นเทา คำสั่งไม่ออกจากจงหนานไห่ ก็เพราะเขาแทบไม่ใช้การบริหารแบบเคลื่อนไหวเป็นขบวน
    กลับมาที่หัวข้อวันนี้ “การปราบคอร์รัปชัน” นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของการบริหารแบบนี้ ตามทฤษฎี การปราบคอร์รัปชันควรเป็นการออกกฎหมายห้าม และให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม แต่ในจีน กฎหมายไม่มีผลกับประชาชน และยิ่งไม่มีผลกับข้าราชการ

    ดังนั้น วิธีเดียวคือ ยกระดับ “ปราบคอร์รัปชัน” ให้เป็นคำขวัญทางการเมืองสูงสุด แล้วตั้งองค์กรอย่างคณะกรรมการตรวจสอบวินัย เพื่อจัดการผู้ไม่เชื่อฟัง นี่คือสิ่งที่สีจิ้นผิงกำลังทำ และเขาไม่ใช่ผู้คิดค้นแนวคิดนี้ ต้นตอมาจากยุคเหมาเจ๋อตง

    ยุคเหมา เต็มไปด้วยการบริหารแบบเคลื่อนไหว สามปีแห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ใช้คำขวัญ “ถลุงเหล็ก แซงอังกฤษ แซงอเมริกา” ทุกคนต้องทุบหม้อขายกระทะเพื่อเป้าหมายนี้ ปี 1966 การปฏิวัติวัฒนธรรมก็เช่นกัน เป้าหมายเปลี่ยนเป็น “กำจัดฝ่ายขวา” สังคมหยุดทำทุกอย่างเพื่อการเมือง

    ทั้งหมดนี้คือกลไกของระบบ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการถูกจับของจางโย่วเสีย คำตอบอยู่ที่ “ความสุดโต่ง” ของการบริหารแบบนี้



    Part 3

    ความเชื่อมโยงของเรื่องนี้ อยู่ที่ลักษณะของ “การเคลื่อนไหว” ระบบการบริหารแบบเคลื่อนไหวเป็นขบวน มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง คือ มันจะค่อย ๆ สุดโต่งขึ้นเรื่อย ๆ
    ข้อดีของระบบนี้คือ ประสิทธิภาพสูง แก้ปัญหาที่รัฐเผด็จการควบคุมประชาชนด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่ข้อเสียคือ เพราะมันตั้งอยู่บนคำขวัญทางการเมือง ไม่ได้ตั้งอยู่บนกฎหมายจริง ๆ เมื่อเวลาผ่านไป มันจะต้องขยายวงและทวีความรุนแรงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ดูตัวอย่างโควิด ช่วงแรกยังพอปกติ ตรวจเชื้อ สแกนโค้ด เจอผู้ติดเชื้อก็ปิดแค่ชุมชนเล็ก ๆ แต่พอถึงช่วงหลัง กลายเป็นเจอคนติดเชื้อหนึ่งคน ปิดทั้งเมือง ต่อมาก็ถึงขั้นขังผู้ติดเชื้อไว้ในอาคาร เพื่อไม่ให้แพร่กระจาย และสุดท้ายก็นำไปสู่เหตุไฟไหม้ที่อุรุมชี การอพยพผู้ติดเชื้อกลางดึก และโศกนาฏกรรมรถบัสกุ้ยโจว

    เหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนอุบัติเหตุในนโยบายโควิด แต่ในความจริง มันคือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการบริหารแบบเคลื่อนไหว เมื่อเจ้าหน้าที่และประชาชนถูกครอบด้วยคำขวัญทางการเมืองที่อยู่เหนือกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ก็จะกลัวว่าตนเอง “ไม่เข้มพอ” แล้วถูกลงโทษ จึงทำให้นโยบายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
    การปฏิวัติวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน ช่วงท้ายยิ่งทวีความสุดโต่ง

    ช่วงต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรม เป้าหมายคือใคร คือ หลิวเส้าฉี และ เติ้งเสี่ยวผิง ที่พยายามลดอำนาจเหมาเจ๋อตงในที่ประชุมใหญ่ หากวัดกันแค่เรื่อง “ความจงรักภักดี” หลิวเส้าฉีและเติ้งเสี่ยวผิงก็ถือว่าไม่บริสุทธิ์จริง แต่ต่อมา หลินเปียว ผู้ภักดีต่อเหมาอย่างที่สุด กลับเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตก เฉินป๋อต๋า ผู้นำกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม ก็ถูกตีตราเป็นฝ่ายขวา
    ถึงจุดนี้ การปฏิวัติวัฒนธรรมก็ขยายวงเกินการควบคุมแล้ว

    หากมองโครงสร้างอำนาจช่วงปลายชีวิตของเหมา จะเห็นว่า แม้แต่เจียงชิงและหวังหงเหวิน แกนนำแก๊งสี่คน ก็เริ่มหมดความโปรดปราน หากเหมายังมีชีวิตอยู่นานกว่านี้ ทั้งสองก็คงไม่รอดเช่นกัน
    เมื่อถึงจุดนั้น มันไม่ใช่เรื่องจงรักภักดีอีกต่อไป แต่เป็นเพราะคำขวัญทางการเมืองไม่อาจหยุดได้ ทุกคนจึงต้องใช้แว่นขยายหาคน “ไม่จงรักภักดี” ต่อไป

    ตามเหตุผลปกติ เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ความรุนแรงของมาตรการโควิดควรลดลง แต่ในความจริงกลับตรงกันข้าม ยิ่งติดเชื้อน้อย ยิ่งปิดเมืองหนัก
    การปราบฝ่ายขวาในยุคเหมา ก็เช่นกัน จับไปมากแล้ว ฝ่ายขวาควรน้อยลง แต่กลับยิ่งจับ ยิ่งมีฝ่ายขวามากขึ้น

    ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์เดียวกันของการบริหารแบบเคลื่อนไหว เมื่อเริ่มแล้ว มันจะมุ่งสู่ความสุดโต่งและการขยายวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    และในฐานะตัวอย่างคลาสสิกของระบบนี้ “การปราบคอร์รัปชัน” ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากชะตากรรมเดียวกัน

    ช่วงแรกอาจเป็นแค่การจัดการเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่เมื่อเริ่มแล้ว มันจะต้องไหลขึ้นสู่ระดับสูง เหมือนละครตลกร้ายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
    คนอย่างจางโย่วเสีย ที่ช่วงแรกอาจช่วยสีจิ้นผิงกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามในกองทัพ สุดท้ายก็ต้องถูกกวาดล้างเสียเอง และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า ใครคือคนที่ช่วยสีจิ้นผิงจัดการจางโย่วเสีย

    แต่ตราบใดที่การปราบคอร์รัปชันแบบเคลื่อนไหวยังดำเนินต่อไป คนที่ช่วยกวาดล้างวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจเป็นเป้าหมายเอง เหตุผลในการล้มแต่ละครั้ง ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ

    ผมเชื่อว่า หากยึดตามรูปแบบเดียวกับปฏิวัติวัฒนธรรม ต่อให้สุดท้ายในคณะกรรมการทหารกลางเหลือคนเดียว ก็อาจไม่รอด และแม้แต่คณะกรรมการถาวรกรมการเมืองทั้งเจ็ดคน สุดท้ายก็น่าจะไม่มีใครหนีพ้น
    ผมจึงกล้าฟันธงตั้งแต่ปลายปี 2023 ว่า การปราบคอร์รัปชันในจีน สุดท้ายจะลามไปถึงระดับสูงสุด เพราะนี่ไม่ใช่การปราบคอร์รัปชันแบบตะวันตก

    แต่ต้องมองมันเหมือนโควิดเป็นศูนย์ เหมือนปฏิวัติวัฒนธรรม การปราบคอร์รัปชันของจีน ก็คือ “โควิดเป็นศูนย์สำหรับข้าราชการ”
    ช่วงแรก สีจิ้นผิงใช้การปราบคอร์รัปชันเพื่อรวบอำนาจ แต่วันนี้ เมื่ออำนาจรวมศูนย์ถึงที่สุดแล้ว การปราบคอร์รัปชันก็ยังไม่หยุด เพราะระบบการบริหารแบบเคลื่อนไหว เมื่อเริ่มแล้ว มันหยุดยากมาก

    มันทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เดินเอง ยิ่งคำขวัญทางการเมืองสูงส่งและเป็นไปไม่ได้ ยิ่งหยุดยาก
    แน่นอน หากมองย้อนประวัติศาสตร์ การบริหารแบบนี้สุดท้ายก็หยุดได้ สามปีแห่งการก้าวกระโดดล้มเหลว โควิดเป็นศูนย์ยุติลง ปฏิวัติวัฒนธรรมจบเมื่อเหมาเสียชีวิต
    คำถามคือ แล้วมันหยุดได้อย่างไร



    Part 4 (แปลไทยเต็ม ไม่ตัด ไม่ย่อ – ตอนจบ)

    เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เราต้องตอบอีกคำถามหนึ่ง คือ ทำไมเจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงถูกสีจิ้นผิงกวาดล้างทีละคน แต่กลับไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน สีจิ้นผิงทำไมถึงสามารถปราบคอร์รัปชันต่อไปได้อย่างไม่เกรงกลัวใคร
    โดยทั่วไปแล้ว การบริหารแบบเคลื่อนไหวในจีน หากจะยุติลงได้ จะมีทางออกอยู่เพียงสองทาง หนึ่ง คือ ประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน สอง คือ ผู้ริเริ่มขบวนการนั้นเสียชีวิต

    กรณีตัวอย่างของการถูกประชาชนต่อต้าน ได้แก่ สามปีแห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ และนโยบายโควิดเป็นศูนย์
    สามปีแห่งการก้าวกระโดด ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าสองสิบล้านคน สร้างหายนะที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงถูกบังคับให้ยุติ
    ส่วนนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ถูกยุติลงเพราะการประท้วงกระดาษขาว คนหนุ่มสาวจำนวนมากออกมาบนท้องถนน ทำให้ขบวนการนี้ต้องจบลง

    ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ริเริ่มขบวนการจะพยายามลดทอนความสำคัญของคำขวัญทางการเมือง และทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
    ส่วนการปฏิวัติวัฒนธรรม จบลงเพราะเหมาเจ๋อตงเสียชีวิต เมื่อเหมาตาย วัฒนธรรมปฏิวัติก็จบลงทันที

    การบริหารแบบเคลื่อนไหว โดยธรรมชาติแล้ว แทบไม่สามารถยุติได้เอง วิธีจบมีเพียงสองทาง คือ ประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน หรือผู้ริเริ่มตาย
    และสีจิ้นผิงในจุดนี้ถือว่าฉลาดมาก เพราะการปราบคอร์รัปชันแบบเคลื่อนไหว แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกโค่นล้ม เมื่อเทียบกับนโยบายที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรงอย่างโควิดเป็นศูนย์

    การปราบคอร์รัปชัน แทบไม่กระทบชีวิตคนทั่วไป แถมประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกสะใจเสียด้วยซ้ำ
    แม้ว่าผมจะวิจารณ์การปราบคอร์รัปชันของสีจิ้นผิงว่าเป็นการบริหารแบบเคลื่อนไหวที่ไร้เหตุผล แต่ก็ต้องยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกจับเหล่านั้น แทบไม่มีใครบริสุทธิ์
    ต่อให้พรุ่งนี้สีจิ้นผิงจับเจ้าหน้าที่ระดับกรมขึ้นไปทั้งหมด ก็แทบไม่มีใครถูกใส่ร้าย

    เจ้าหน้าที่ระดับล่างอาจมีคนไม่โกงจริงบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ระดับบนในจีน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครไม่โกง
    ดังนั้น ประชาชนจำนวนมากมองการปราบคอร์รัปชันด้วยท่าที “ดูหมากัดกัน” และท่าทีนี้เอง ทำให้แทบไม่มีทางที่ประชาชนจะลุกขึ้นโค่นล้มการปราบคอร์รัปชัน

    หากในช่วงโควิด มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกมาเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านนโยบายปิดเมือง ประชาชนอาจตอบรับ
    แต่ถ้าจางโย่วเสียออกมาเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านการปราบคอร์รัปชัน ใครจะไปสนับสนุนเขา
    ทหารระดับล่างเองก็เป็นเหยื่อของการคอร์รัปชันเสียด้วยซ้ำ หลายคนอาจอยากยิงจางโย่วเสียทิ้งก่อนด้วยซ้ำ

    ตราบใดที่สีจิ้นผิงไม่ขยายการปราบคอร์รัปชันไปถึงประชาชน ไม่แตะต้องผู้นำที่มีภาพลักษณ์ดีในสายตาประชาชน เช่น หูจิ่นเทา ก็จะไม่มีใครออกมาปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ถูกปราบ
    เจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงถูกโดดเดี่ยว และในสถานการณ์เช่นนี้ การปราบคอร์รัปชันของสีจิ้นผิงแทบจะ “ไร้เทียมทาน”

    นี่อธิบายได้ว่า ทำไมสามปีแห่งการก้าวกระโดดล่มเร็ว แต่การปฏิวัติวัฒนธรรมอยู่ได้นานถึงสิบปี
    สามปีแห่งการก้าวกระโดดกระทบชีวิตประชาชนโดยตรง แต่การปฏิวัติวัฒนธรรมโจมตีชนชั้นข้าราชการ ซึ่งประชาชนจำนวนมากพอใจ
    จนกระทั่งไปแตะผู้นำที่มีภาพลักษณ์ดีอย่างโจวเอินไหล จึงเริ่มเกิดแรงต้าน

    เมื่อเทียบกันแล้ว การปราบคอร์รัปชันของสีจิ้นผิง ดูมั่นคงกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมเสียอีก เพราะแทบไม่กระทบประชาชนทั่วไปเลย
    ข้าราชการเหล่านี้ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และไม่มีทางชนะได้

    ในสภาพเช่นนี้ ทางรอดเดียวของเจ้าหน้าที่ คือ แสดงความจงรักภักดีให้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเหยื่อของการปราบคอร์รัปชัน
    เมื่อไม่สามารถโค่นนโยบายโควิดเป็นศูนย์ได้ ก็พยายามเป็น “เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค” ให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ยังอยู่รอดได้

    การปราบคอร์รัปชันแบบเคลื่อนไหว ไม่กระทบประชาชน สีจิ้นผิงจึงมั่นคงราวภูเขา
    นี่ก็เป็นวงจรกรรมอย่างหนึ่ง ตอนโควิด ข้าราชการช่วยสีจิ้นผิงกดขี่ประชาชน วันนี้ สีจิ้นผิงใช้การปราบคอร์รัปชันกดขี่ข้าราชการ ประชาชนจึงยืนดูเฉย ๆ

    แน่นอนว่า อย่าคาดหวังว่าการปราบคอร์รัปชันแบบนี้จะกำจัดคอร์รัปชันได้จริง
    เหมือนกับที่ไม่อาจหวังว่าโควิดเป็นศูนย์จะกำจัดไวรัสได้ การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยระบบ ตรวจสอบ และกฎหมาย ไม่ใช่ขบวนการทางการเมือง

    ตราบใดที่ประชาชนไม่มีสิทธิตรวจสอบเจ้าหน้าที่ การคอร์รัปชันก็ไม่มีวันหมด
    สุดท้าย การปราบคอร์รัปชันแบบเคลื่อนไหว ก็เป็นเพียงละคร “หมากัดกัน” สำหรับคนธรรมดาเท่านั้น

    ขอบคุณทุกคนที่รับชมรายการนี้ ผมคือ “ฟางเหลียน จากโตรอนโต” แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า

    ที่มา :


    https://www.facebook.com/share/1Azb27Q19v/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ระเบิดเวลาทองคำจีน นักลงทุนแห่ทวงเงิน “สุ่ยเป้ย” เซินเจิ้น หลังยักษ์ค้าทองสะดุดสภาพคล่อง เสียหายทะลุหมื่นล้านหยวน

    31 มกราคม 2569 #ตลาดทองคำจีน เผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อเกิดความโกลาหลในย่าน “สุ่ยเป้ย” (#Shuibei) #นครเซินเจิ้น ซึ่งเป็น #ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลัง "บริษัท เซินเจิ้น เจี๋ยหว่อรุ่ย จิวเวลรี" ประสบ #ปัญหาขาดสภาพคล่อง อย่างรุนแรง ไม่สามารถ #จ่ายคืนเงิน หรือ #ส่งมอบทองคำ ให้ลูกค้าและนักลงทุนได้ตามสัญญา
    .
    เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียหาย มากกว่า 150,000 ราย จากหลายมณฑลทั่วประเทศจีน มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นถูกประเมินว่า อาจสูงถึงกว่า 10,000 ล้านหยวน หรือราว 47,500 ล้านบาท สร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในตลาดทองคำและแพลตฟอร์มการลงทุนทางเลือกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    ต้นตอปัญหา: โมเดล “กำหนดราคาล่วงหน้า” เสี่ยงสูง
    ข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า วิกฤตครั้งนี้มีชนวนจากรูปแบบธุรกิจที่เรียกว่า “การกำหนดราคาล่วงหน้า” (Pre-pricing) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนวางเงินเพียงส่วนน้อย #เพื่อจองราคาทองคำในอนาคต โดยหวังทำกำไรจากส่วนต่างหากราคาทองปรับตัวขึ้น
    .
    โมเดลดังกล่าวมีลักษณะคล้ายตราสารอนุพันธ์หรือสิทธิเลือก (Options) ซึ่งมีความเสี่ยงสูง หากราคาทองผันผวนสวนทางกับที่คาด หรือบริษัทบริหารเงินประกันและสต๊อกทองไม่ทัน ย่อมส่งผลให้ ภาระทางการเงินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินความสามารถในการรับมือ
    .
    นักวิเคราะห์ชี้ว่า "การพุ่งขึ้นและผันผวนแรงของราคาทองคำ" ในช่วงที่ผ่านมา ได้เร่งให้ปัญหาสภาพคล่องของบริษัทปะทุเร็วกว่าที่คาด
    .
    นักลงทุนรวมตัวกดดัน – ทางการเข้าคุมพื้นที่ ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา นักลงทุนจากทั่วประเทศจีน ได้เดินทางมารวมตัวบริเวณอาคารสำนักงานของบริษัทใน เขตหลัวหู นครเซินเจิ้น เพื่อเรียกร้องความชัดเจนและติดตามความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมปิดกั้นพื้นที่บางส่วนของอาคารเพื่อรักษาความสงบ
    .
    ขณะเดียวกัน ทางการจีนได้สั่ง #อายัดทรัพย์สินบางส่วน ของบริษัท เพื่อใช้ในการ #ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และ #ป้องกันการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย
    .
    ผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า เริ่มลงทุนกับบริษัทตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2568 โดยโอนเงินกว่า 75,000 หยวน เพื่อซื้อทองคำแท่ง แต่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ระบบกลับไม่สามารถถอนเงินหรือรับมอบสินค้าได้
    .
    ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้เสียหายระบุว่า นักลงทุนรายใหญ่บางราย ลงเงินสูงถึง 50 ล้านหยวน ต่อราย ทำให้ความเสียหายกระจุกตัวในวงกว้าง ทั้งรายย่อยและรายใหญ่
    .
    ผู้ถือหุ้นใหญ่ออกโรงแจง ยังไม่หนี นาย จาง จื้อเถิง ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเจี๋ยหว่อรุ่ย และบุคคลมีชื่อเสียงในแวดวงทองคำสุ่ยเป้ย ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ ยืนยันว่า ยังคงอยู่ในนครเซินเจิ้น และไม่ได้หลบหนีไปไหน โดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจาก #การขาดทุนจากความผันผวนของราคาทอง กับการถูกระงับบัญชีธนาคารบางส่วน ซึ่งทำให้ไม่สามารถหมุนเวียนสินค้าและเงินทุนได้ทันตามกำหนด
    .
    ทางการตั้งทีมพิเศษ – ข้อเสนอเยียวยายังไม่ถูกใจ ล่าสุด ทางการเขตหลัวหูได้ตั้ง คณะทำงานพิเศษ เพื่อเร่งตรวจสอบคดีดังกล่าว โดยบริษัทเสนอแนวทางชดใช้เบื้องต้น 2 ทางเลือก ได้แก่

    คืนเงิน 20% ของเงินต้นภายใน 3 วัน

    คืนเงิน 40% ของเงินต้น แบ่งจ่ายเป็นงวดภายใน 1 ปี

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว โดยมองว่าสัดส่วนการคืนเงินต่ำเกินไป และยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนว่าจะได้รับเงินครบถ้วนตามที่เสนอ
    .
    บทเรียนตลาดทองคำ: ผลตอบแทนสูง = ความเสี่ยงสูง
    นักวิเคราะห์เตือนว่า เหตุการณ์ในสุ่ยเป้ยครั้งนี้สะท้อนความเปราะบางของการลงทุนทองคำผ่าน แพลตฟอร์มกึ่งการเงิน ที่ไม่ใช่การซื้อทองจริงทันที โดยเฉพาะโมเดลที่ใช้เงินประกันต่ำแต่รับความเสี่ยงจากราคาทองเต็มจำนวน ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนสูงในช่วงขาขึ้น แต่ เปราะบางอย่างยิ่งเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/17xK3R1Eym/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยถูก 'สหรัฐจับตาค่าเงิน' เหตุเกินดุลสูง ย้ำกลไกดูแลเงินบาทยังอิสระ-โอกาสโดนตีตราปั่นเงินต่ำ

    31 มกราคม 2569 #ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณี #กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา (US Treasury) ระบุชื่อประเทศไทยอยู่ในรายงาน Monitoring List หรือ #กลุ่มประเทศที่ถูกเฝ้าระวังด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยว่า ไม่กระทบต่อการดำเนิน #นโยบายดูแลค่าเงินบาท และประเมินว่าโอกาสที่ไทยจะถูกมองว่าเป็นประเทศ “ปั่นค่าเงิน” ยังอยู่ในระดับต่ำ
    .
    นางสาว ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. เปิดเผยว่า รายงาน Monitoring List ที่เผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ เป็นการประเมินตามกระบวนการปกติของสหรัฐฯ ซึ่งใช้เกณฑ์หลัก 3 ข้อในการพิจารณาประเทศคู่ค้า โดยกรณีของประเทศไทย เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่
    #การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และ
    #การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง
    .
    เหตุผลหลัก: บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.8% ของ GDP
    โฆษก ธปท. ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังครั้งนี้ มาจากการที่ประเทศไทยมี ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.8% ของ GDP ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 – มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นระดับที่เกินเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ และถูกใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักของรายงานดังกล่าว
    .
    จากการประเมินของสหรัฐฯ "ประเทศไทยจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศคู่ค้ารายสำคัญอื่นอีก 9 ประเทศ" ที่มีลักษณะโครงสร้างการค้าและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายใกล้เคียงกัน
    .
    ธปท.ย้ำ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา-ไม่กระทบนโยบายค่าเงิน นางสาวชญาวดี ย้ำว่า การถูกจัดอยู่ใน Monitoring List ไม่ใช่การกล่าวหาว่าประเทศไทยปั่นค่าเงิน และไม่ถือเป็นการลงโทษทางการค้าแต่อย่างใด อีกทั้ง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.
    .
    ธปท. ยังคงยึดหลักการดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และลดความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด โดยไม่มีเป้าหมายในการแทรกแซงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า
    .
    ไทยเคยอยู่ในลิสต์มาก่อน-ประสาน US Treasury ต่อเนื่อง
    โฆษก ธปท. ระบุเพิ่มเติมว่า สถานะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เนื่องจากในอดีตไทยเคยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List มาแล้วหลายครั้ง และที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการ ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเด็นนโยบายการเงิน ค่าเงิน และภาวะดุลบัญชีเดินสะพัด
    .
    การสื่อสารดังกล่าวช่วยให้สหรัฐฯ เข้าใจบริบทโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทย ไม่เคยถูกยกระดับเป็นประเทศที่ถูกระบุว่าปั่นค่าเงินอย่างเป็นทางการ
    .
    ธปท. ประเมินว่า ในระยะต่อจากนี้ ยังคงติดตามสถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของประเทศหลัก โดยมั่นใจว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าข่ายความเสี่ยงด้านนโยบายค่าเงินตามกรอบของสหรัฐฯ
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1Hd35bqnie/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทองร่วงแรงสุดตั้งแต่ปี 1983หลุด $5,000 แล้วขืนคืนขึ้นมาไม่ได้⚠️⚠️⚠️จบสัปดาห์ หยุดเสาร์อาทิตย์ด้วยความชอกช้ำ ขณะที่ดอลลาร์วานนี้ดีดแข็งขึ้นแรงมาก ดัชนี DXY Index เหยียบ 97 จุด แข็งสุดรอบ 4 วัน (แต่ถ้าดูดัชนีของ Bloomberg จะแข็งโด่ขึ้นชันสุดรอบ 9 เดือนเลย!!!)
    ทองลง เพราะดอลลาร์แข็ง ... ก็ส่วนหนึ่ง
    แต่จริงๆ ก็เป็นความหวือหวาตามกลไกของมันด้วยแหละ ขึ้นแรงๆ ก็ต้องมีลงแรงๆ บ้าง
    เปิดวันจันทร์จากต่ำกว่า $5,000
    ระหว่างสัปดาห์ไปถึง $5,600
    ปิดวันศุกร์จบที่ต่ำกว่า $5,000
    แหม ... ถ้าข้ามเวลาจากจันทร์ว้าบมาถึงศุกร์ ก็เท่ากับว่า "เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"!!!!!
    สามัญสู่สูงสุด สูงสุดสู่สามัญ

    วันศุกร์ ทองร่วง9.5% สถิติหนักสุดในรอบ 43 ปี
    เงิน ร่วง 28% สถิติหนักสุดในประวัติศาสตร์
    (เงิน
    เปิดวันจันทร์จาก $100
    ระหว่างสัปดาห์ไป $120
    ปิดวันศุกร์จบที่ $85
    นี่หนักกว่าทองอีก หล่นต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ และนี่ยังดีแล้วนะ เพราะเมื่อคืนมีหลุดไปถึง $78 แล้วด้วย แต่ยังเงยขึ้นมาได้หน่อย)

    ที่น่ากลัวคือระหว่างสัปดาห์ ถ้าทองอัตราเร่งมันขึ้นแรงได้ขนาดนั้น ทีนี้พอพลิกวูบหลุด $5,000 นี่ "แนวจิตวิทยา" นี้จะยิ่งสำคัญมาก
    ถ้าวันจันทร์หน้าเกาะไว้ไม่ได้ มีสิทธิ์ยาวเหมือนกัน

    ประเด็นคือมันสุดหรือยัง พีกไปแล้วหรือยัง ตัวเลข $5,600 ใช้พีกแล้วหรือไม่
    นี่เป็นคำถามที่ทั่วโลกกำลังหวาดผวา
    ยกตัวอย่าง Goldman Sachs เพิ่งปรับยกพยากรณ์หมาดๆ
    เดิมมอง $4,900 สิ้นปีนี้ แล้วก็ยกไปเป็น $5,400 สิ้นปี
    และแล้ว ... ก็อย่างที่ทุกท่านประจักษ์ไปแล้ว
    ธ.ค. คือ เดือนสุดท้ายของปี
    ม.ค. คือ เดือนแรกของปี
    นี่เป็นสิ่งที่ใครก็ทราบ ทองทำลายตัวเลขพยากรณ์ของ Goldman เร็วฟ้าแลบขนาดหัวปี-ท้ายปี⚠️⚠️⚠️
    (ถามว่าประหลาดใจไหม นักลงทุนทั่วจักรวาลก็คงบอกว่า "ไม่" เพราะมันก็เป็นงี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วละ --- แต่ครานี้ มันเหมือน "โมเมนตัม" เร็ว&แรงมหาศาลกว่าครั้งไหนๆ น่ะสิ นี่ขนาดพี่เขาก็ปรับแบบเผื่อๆ แล้วนะ เผื่อไว้สูงมาก ยังถูกฉีดขาดง่ายดายปานนั้น)
    มันก็จึงน่ากลัวสิ

    คำถามของนักลงทุนจึงถามแบบหวั่นๆ
    ก.) เดี๋ยวมันก็ปรับพยากรณ์ ปรับเป้า ยกขึ้นได้อีกแหละ (เหมือนที่ทำมาตลอดๆ) (และจะว่าไป บางเจ้าก็ปรับยกเผื่อไว้เยอะแล้ว เช่น Deutsche Bank ก็เพิ่งปรับให้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็น $6,000 ไปเลย)
    ข.) หรือครั้งนี้ จะไม่มีปรับขึ้นต่อแล้ว ...

    คือปกติ คนแห่ตอบ ก.) แบบความลังเลต่ำมาก แทบกระโจนเข้าไปวงกลมข้อ ก. โดยไม่ต้องคิด
    แต่ตอนนี้ เริ่มมีอาการละล้าละลัง

    ส่วนดอลลาร์ ถามว่าขึ้นเพราะประธานเฟดคนใหม่ใช่ไหม
    ก็คงต้องตอบว่าใช่ เพราะสื่อมันโหมไปทางนั้นหมด
    แต่ก็ต้องย้ำและย้ำและย้ำว่านี่มัน sentiment ล้วนๆ
    ล้วน ล้วน ล้วน
    เพราะเอาง่ายๆ เลย นี่มันกำลังจะเข้า ก.พ.
    ประธานเฟดคนใหม่จะมา พ.ค.
    อีกกี่เดือน!!!!!
    คือข่าวตะวันตก ก็ไปเล่นข่าวว่าคนนี้สายเหยี่ยว มิใช่สายพิราบ แปลง่ายๆ ก็คือคนนี้ค่อนไปทางเข้มงวดกับนโยบายการเงิน คือสายวินัย สายเน้นเสถียรภาพมากกว่าจะเป็นสายกระตุ้นเศรษฐกิจ
    นี่คือถ้าดูจากประวัติที่ผ่านๆ มา มันค่อนไปทางนั้น
    แต่แหม คนที่ทรัมป์คัดสรรมากับมือ ทรัมป์ที่กระสันการลดดอกเบี้ยเป็นนิจสิน ทรัมป์คงไม่เลือกคนที่ขัดกับความต้องการของตัวเองหรอก
    เพียงแต่มันก็ต้องมีทรงหน่อย ไม่ใช่ประเจิดประเจ้อมาก ก็ต้องไม่ให้ดูรุ่มร่ามไป เลือกคนที่ดูแข็งๆ หน่อย
    แต่ ... ถ้าไม่พอ "คอนโทรล" ได้ พ่อใหญ่ทรัมป์จะจิ้มคนนี้หรือ?

    เอาเถอะ ข่าวดันไปเล่นท่านั้น สื่อดันไปเล่นท่านั้น คนก็แตกตื่นไปทางนั้น ดอลลาร์ก็แข็งขึ้นมาพอควร
    ก็พอมีผลที่จะเกี่ยวๆ ทอง ดึงลงมา
    แต่จริงๆ คือ ทองมีพลังงานศักย์ของมันเองที่จะถูกโน้มถ่วงลงมาได้หนักๆ อยู่แล้ว
    ไม่ต้องคิดมาก เอาง่ายๆ เลย สูงขนาดนั้น คนก็เสียว ชิงขายทำกำไรได้ก่อน ก็เอาซิ แล้วดันเห็นราคาร่วงมาเยอะๆ ยิ่งเสียว ทีนี้ก็แห่เทขายกันใหญ่เลย

    ก็ต้องถามว่า สถานการณ์แบบนี้ยังมี "แรงซื้อ" กลับมาได้มั้ย
    ถ้าลองดูภาพที่เยาวราช คำตอบก็น่าจะมีไปทางหนึ่ง
    ถ้าลองดูความคลั่งของทรัมป์ คำตอบก็น่าจะมีไปทางหนึ่ง

    ส่วน GOVERNMENT SHUTDOWN ก็รายงานความคืบหน้าหน่อย
    จากที่สรุปไปแล้วว่าจ่อดีลได้ ซึ่งก็ดีลได้จริง เปลาะหนึ่ง เหลืออีกเปลาะ แต่กระบวนการมันไม่ทัน ไม่ทัน 31 ม.ค.!!!
    ดังนั้น ต้องเจอ SHUTDOWN สั้นๆ แล้วรอวันจันทร์ถึงกลับมาเปิด
    ซึ่งงงมาก เพราะ ส.ว. โหวตทัน แต่ ส.ส. ไม่ทัน
    คำถามที่ผุดขึ้นมาทันที คือ ทำไม ส.ส. ไม่โหวตให้ทันล่ะ ก็รีบโหวดเลยซิ ทำไมต้องรอวันจันทร์
    คำอธิบายคืออยู่นอกเมือง อยู่ไกล เดินทางมาไม่ทัน
    งงไม่งง?????
    ถ้ารู้ตัวว่าต้องโหวตเรื่องใหญ่ระดับชี้ชะตา GOVERNMENTSHUTDOWN แล้วคุณเป็น ส.ส. คุณจะไปทัศนศึกษาดูงานที่อลาสกาเหรอ????? มันก็ต้องอยู่แถวๆ กรุงวอชิงตันดีซี เพื่อเตรียมตัวโหวตมิใช่เหรอ
    ก็งงๆ
    แต่เรื่องนี้คงไม่มีอะไรกระทบทองและดอลลาร์นัก เพราะตกลงกันได้แล้ว เหลือแค่กระบวนการ (ที่งงๆ)

    สัปดาห์หน้า มาตื่นเต้นกันต่อ ทองจะไปท่าไหนยังไง!!!!!!!!!

    https://www.facebook.com/share/1CHyZiMkhu/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สะดุ้งโหยง⚠️เสียวเปิดวันจันทร์ ทองโดนกระทืบอีก!!! ตลาดฟิวเจอร์สทองใหญ่สุดของโลก "ขึ้น margin" เทรดทอง รวมถึงเงิน แพลทตินัม พาลาเดียม‼️‼️‼️หวั่นยิ่งถูก force SELL กระหน่ำแหลก แล้วกระเพื่อมไปถึงตลาดสปอตแน่นอน!!!!! วันจันทร์เจอกัน!
    หลังผ่านคืนศุกร์สยอง ทาง CME ของอเมริกา มิอาจรอช้า รีบปรับ margin ตลาด Comex (Commodity Exchange) ทันที
    ทอง : ขึ้นจาก 6% ไปเป็น 8%
    ส่วนถ้าบัญชีเสี่ยงสูง ขึ้นจาก 6.6% เป็น 8.8%
    เงิน : ขึ้นจาก 11% ไปเป็น 15%
    ส่วนถ้าบัญชีเสี่ยงสูง ขึ้นจาก 12.1% เป็น 16.5%

    ระยะ(ยาว)ถัดไป คือทำให้ทอง&เงินสงบขึ้น ร่วงหนักยากขึ้น (เพราะมันป้องกัน "เก็งกำไร" เข้มขึ้น)
    ระยะ(สั้น)ตรงหน้า คือจะยิ่งถีบทอง&เงินดิ่งดั่งธรณีสูบน่ะสิ⚠️⚠️⚠️

    ทาง CME ผวา ต้องลงมือป้องกันฉับไว

    เพราะวันศุกร์ พวกที่ leverage ไว้ (ว่าง่ายๆ คือ "วางเงิน" ไว้) เจอ margin call ขนานใหญ่ ตอนทองร่วง
    แล้วเมื่อเติมเงินไม่ทัน ก็ถูก force ให้ปิด position
    ก็ยิ่งเป็น spiral ทำให้ทองร่วงหนักแล้วหนักอีก

    ล่าสุดนี้ การเรียก margin เพิ่ม นั่นแปลว่า ถ้าคุณจะเข้าใหม่ คุณต้องวางเงินเพิ่ม เป็นหลักไว้ แบบนี้โอกาสที่จะถึงจุดที่ถูก margin call ก็ลึกขึ้น หรือโดน trigger ให้ force sell ยากขึ้นน่ะเอง
    ทาง CME ก็ต้อง proactive เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์หายนะอย่างคืนวันศุกร์อีก

    แต่ แต่ แต่
    ถ้าคุณมี position ถืออยู่แล้ว แปลว่าคุณอยู่เฉยไม่ได้ คุณต้องเติมเงินเพิ่มให้ถึงเกณฑ์ใหม่ (8% สำหรับทอง และ 15% สำหรับเงิน ; กรณีบัญชีเสี่ยงปกติ)
    ซึ่งมันจะมีอยู่พวกหนึ่ง ที่ยังไม่ทันทำอะไร แค่พอยก % margin ขึ้น ก็ถูก margin(ใหม่) มา call ทันที
    ซึ่งถ้าไม่เติมเงินทัน ก็ถูก force SELL เลยทันทีที่ตลาดเปิด!
    หรืออีกพวก คือขอแค่ตลาดเปิด แล้วราคาลงอีกจึ๋งหนึ่ง ก็ถึงจุด call เลย

    การป้องกันรัดกุมขึ้นในระยะถัดไป ใช่ ต้องทำ
    แต่มันก็นำมาซึ่งการขยายวิกฤติในเบื้องหน้าตอนนี้เลย‼️‼️

    วันจันทร์ค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว

    หมายเหตุ
    1.) ตลาดฟิวเจอร์สทองใหญ่สุดของโลก นิวยอร์ก
    ตลาดสปอตทองใหญ่สุดของโลก ลอนดอน
    2.) กว่าจะถึงเวลาเทรดของอเมริกา ก็ค่ำของบ้านเรา
    หรือรวมฝรั่งก็เถอะ ยุโรปก็ตื่นตอนบ่ายของบ้านเรา
    แต่ลำพังแค่ตัวข่าว มันก็กระทบได้ ยังให้เกิดความแตกตื่นได้
    3.) เอาจริงๆ ดูดีๆ มันมีผล หลังตลาดปิด ของวันจันทร์
    ก็คือมีเวลาหายใจหายคอ จะไปกระทบจริงๆ วันอังคาร
    แต่ในความเป็นจริง ออกข่าวปุ๊บ ประกาศมาตรการปุ๊บ มันตกใจปั๊บวันจันทร์ได้ทันทีเมื่อตลาดเปิด แล้วมันนำมาสู่ reaction ต่างๆ ได้ทันที ... ซึ่ง reaction นั้นอาจไม่ใช่การเติมเงิน!
    https://www.facebook.com/share/p/1BpgQkyz4E/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,145
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อเมริกาซีด! ธนาคารทยอยล้มละลาย! หลังเกิดจากการปั่นป่วนของเงินทุนที่ทุ่มไปในตลาดฟิวเจอร์ทองคำเงินโลหะ!

    ด่วน! ธนาคาร Metropolitan Capital Bank & Trust ในชิคาโก กลายเป็นธนาคารแห่งแรกของปี 2026 ที่ล้มละลาย

    ธนาคารดังกล่าวถูกปิดโดยหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐอิลลินอยส์ เนื่องจากสภาพที่ไม่ปลอดภัยและเงินทุนที่อ่อนแอ

    สินทรัพย์: 261 ล้านดอลลาร์
    เงินฝาก: 212 ล้านดอลลาร์
    ความเสียหายต่อกองทุน FDIC: 19.7 ล้านดอลลาร์
    มาเชื่อมโยงจุดต่างๆ กันดู

    • รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับการปิดทำการ

    • ธนาคารแห่งแรกของสหรัฐฯ ในปี 2026 ล้มเหลว (FDIC เข้าควบคุม)

    • สภาพคล่องตึงตัวทั่วทั้งระบบ

    และตรงตามคาด — ราคาเงินกระดาษร่วงลงอย่างหนัก

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม สัญญาซื้อขายเงินในตลาด COMEX มีการซื้อขายประมาณ:
    • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 368,561 สัญญา
    • สัญญาซื้อขายออปชั่น 28,152 สัญญา

    สัญญาซื้อขายเงิน COMEX แต่ละสัญญาเท่ากับ 5,000 ออนซ์

    นั่นคือประมาณ 396,700 สัญญาโดยรวม
    → ประมาณ 1.98 พันล้านออนซ์ของ "เงิน" ถูกซื้อขายในวันเดียว ใช่แล้ว อีกครั้ง

    เกือบ 2 พันล้านออนซ์

    ในโลกที่ปริมาณการผลิตจากเหมืองต่อปีอยู่ที่ประมาณ 800-850 ล้านออนซ์

    ลองคิดดูสิ

    นี่ไม่ใช่การค้นหาราคาที่เหมาะสม

    นี่คือการบริหารจัดการสภาพคล่องผ่านหน่วยเงินสมมุติ

    ในขณะที่:

    • ผู้ค้าระงับการซื้อขาย
    • ระยะเวลาการส่งมอบเพิ่มขึ้นเป็น 8-16 สัปดาห์
    • สินค้าคงคลังหายไป
    • ส่วนต่างราคาสินค้าจริงหายไป

    ตลาดกระดาษเทขายผลผลิตเงินทั่วโลกหลายปีในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

    จังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบ
    เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
    เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ...อีกแล้ว

    ตลาดกระดาษขจัดความกลัว

    ตลาดสินค้าจริงขจัดความจริง

    และเมื่อรัฐบาลชะงักงัน ธนาคารล้มเหลว และความเชื่อมั่นแตกสลาย โลหะจริงจะไม่กลับเข้าสู่ตลาด มันจะหายไปจากตลาด
    FB_IMG_1769907980081.jpg FB_IMG_1769907982774.jpg FB_IMG_1769907985490.jpg FB_IMG_1769907988356.jpg
    https://www.facebook.com/share/1CN8DFfJh1/
     

แชร์หน้านี้

Loading...